ปัจจุบันประชากรลุ่มน้ำโขงมีจำนวนประมาณ 60 ล้านคน แบ่งเป็นในสปป.ลาว 5.2 ล้านคน ไทย 3.1 ล้านคน กัมพูชา 13 ล้านคน และเวียดนาม 18.7 ล้านตัน พบว่า สัดส่วนถึง 85% ทำอาชีพเกษตรกรรม และประมง และกว่า 62.6% เป็นประชากรวัยทำงานที่พึ่งพาการดำรงชีพจากลุ่มน้ำโขงเป็นหลัก(ข้อมูลจากhttps://www.mekongwatch.org)
เมื่อเร็วๆนี้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 61 (Sixty-First Meeting of the MRC Joint Committee)ประกอบด้วยประเทศสมาชิก MRC ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
โดยมี H.E. Mr. So Sophort เลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติกัมพูชา ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ประจำปี ค.ศ. 2026 เป็นประธานการประชุม ณ เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569ที่ผ่านมา
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ผู้แทนฝ่ายไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบความก้าวหน้าของการศึกษาร่วมระหว่างศูนย์ความร่วมมือทรัพยากรน้ำ ภายใต้ความร่วมมือแม่น้ำโขง – แม่น้ำล้านช้าง (LMC Water Center) และ MRCS เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยาและแนวทางการปรับตัว ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวางแผนและเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประเทศในภูมิภาค ตลอดจนรับทราบความก้าวหน้าของการวางแผนเชิงรุกในระดับภูมิภาค (Proactive Regional Planning: PRP) และการปรับปรุงกรอบสนับสนุนการตัดสินใจของ MRC (Decision Support Framework: DSF) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์และสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ โปร่งใส และอิงหลักวิชาการ
ทั้งนี้ เครื่องมือและกลไกความร่วมมือต่าง ๆ ของ MRC จะช่วยเสริมขีดความสามารถของประเทศสมาชิกในการติดตามสถานการณ์น้ำ การพยากรณ์ การบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้ง ตลอดจนการแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที โดย MRCS จะนำข้อคิดเห็นของประเทศสมาชิกไปประกอบการพัฒนาการดำเนินงานเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาและรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานในประเด็นสำคัญของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ทั้งในด้านการบริหารจัดการองค์กร การเงิน และความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำโขง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ MRC ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสม โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือทางเทคนิคเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนของสถานการณ์น้ำและความเสี่ยงด้านอุทกภัยและภัยแล้งในภูมิภาค
ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าของความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยาในลุ่มน้ำโขง ซึ่งช่วยสนับสนุนการติดตามสถานการณ์น้ำ การพยากรณ์ และการบริหารจัดการน้ำร่วมกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRCS) ได้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานระยะต่อไปเพื่อยกระดับการแบ่งปันข้อมูลและการประสานงานข้ามพรมแดนสำหรับการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินด้านน้ำ อาทิ อุทกภัย ภัยแล้ง และเหตุการณ์ด้านคุณภาพน้ำ เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำอย่างทันท่วงที
สำหรับกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้างประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย และจีน กรอบความร่วมมือนี้เป็นข้อริเริมของไทยเมื่อปี 2555 ที่ประสงค์จะพัฒนากรอบความร่วมมือในเขตเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง โดยเน้นให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมกระบวนการพัฒนาอาเซียน
แนวทางความร่วมมือของกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครอบคลุม3 ด้าน ซึ่งสอดคล้องกับ 3 เสาหลักอาเซียนประกอบด้วย
1. การเมืองและความมั่นคง 2. เศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2.1 การขยายการค้าและการลงทุน 2.2 การพัฒนาความเชื่อมโยงด้านกายภาพและด้านกฎระเบียบ 2.3 การส่งเสริมความร่วมมือทางการเงิน
2.4 การส่งเสริมความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำ และการจัดการน้ำ 2.5 การส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน 2.6 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน 3.สังคม วัฒนธรรม และปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

