ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง เรามักพูดถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ การเปลี่ยนหลอดไฟ LED หรือการใช้แอร์ประหยัดพลังงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เชื่อหรือไม่ว่านั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะความจริงที่น่าตกใจคือ "ตัวอาคาร" ตั้งแต่ยังเป็นแค่โครงเหล็กและเสาปูน ได้ทิ้งรอยเท้าคาร์บอนไว้มหาศาลตั้งแต่วันที่เริ่มก่อสร้าง
ตัวเลขทั่วโลกชี้ชัดว่า ภาคการก่อสร้างปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 40% ของทั้งโลก แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ "คอนกรีต"เพียงอย่างเดียวปล่อยคาร์บอน สูงถึง 8% ซึ่งมากกว่าอุตสาหกรรมการบินเสียอีก ขณะที่พลังงานสะอาดช่วยให้อาคารประหยัดไฟได้ในระยะยาว แต่ "คาร์บอน" ที่ถูกล็อกไว้ในเนื้อวัสดุก่อสร้าง (Embodied Carbon) คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและแก้ไขไม่ได้หากเลือกใช้ผิดตั้งแต่ขั้นตอนการจัดซื้อ
สิงคโปร์โมเดล บทพิสูจน์ว่า ‘คอนกรีตกรีน’ มีอยู่จริงและขายได้
เมื่อเดือน ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา สิงคโปร์เพิ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนในงานร่วมกับ World Economic Forum ด้วยการเปิดตัว "เกณฑ์มาตรฐานตลาดคอนกรีตคาร์บอนต่ำ" (Market Benchmark) ครั้งแรกๆ ของโลก โดยเก็บข้อมูลจริงจากซัพพลายเออร์กว่า 68% ในประเทศ
สิ่งที่สิงคโปร์ค้นพบนั้นน่าสนใจมาก เพราะเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า คอนกรีตคาร์บอนต่ำไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหรือนวัตกรรมราคาแพงที่เข้าถึงไม่ได้ แต่มันมีวางขายอยู่ในตลาดปัจจุบันแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาขาด "ตัวกลาง" ในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างคนซื้อกับคนขาย สิงคโปร์จึงใช้วิธีดึงทุกภาคส่วน ตั้งแต่ธนาคารที่พร้อมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ตึกสีเขียว ไปจนถึงยักษ์ใหญ่ไอทีอย่าง Microsoft ที่ประกาศใช้คอนกรีตสูตรพิเศษลดคาร์บอน 50% ในการสร้าง Data Center ของตัวเอง
ตัดภาพมาที่ไทย พ.ศ. 2569 กับก้าวสำคัญใน ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’
ประเทศไทยเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย ในปี พ.ศ. 2569 นี้ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และก่อสร้างไทยกำลังขยับตัวอย่างรุนแรงภายใต้ความกดดันของกฎหมาย Climate Change ฉบับแรกของไทยที่กำลังจะคลอดออกมา รวมถึง Saraburi Sandbox พื้นที่จังหวัดสระบุรีกลายเป็นสนามทดลองระดับโลก ภายใต้ความร่วมมือของสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ที่พยายามผลักดัน "ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก" หรือปูนลดโลกร้อนให้กลายเป็นมาตรฐานหลัก แทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์แบบเดิม ซึ่งไทยเราได้รับการยอมรับในเวที Davos 2026 ว่าเป็นโมเดลการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมหนักที่ทำได้จริง
ปัจจุบันยักษ์ใหญ่บ้านเราอย่าง SCG และ CPAC ไม่ได้แค่ทดลองในห้องแล็บ แต่เริ่มมีการใช้ "คอนกรีตสูตรไร้ซีเมนต์" (Geopolymer Concrete) ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานบางแห่งแล้ว ซึ่งนวัตกรรมนี้ช่วยลดคาร์บอนได้เกินครึ่งเมื่อเทียบกับสูตรปกติ โดยใช้วัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมมาเป็นส่วนผสมแทน
ทั้งนี้ยังมีกลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง (CECI) ซึ่งเป็นการรวมตัวของดีเวลลอปเปอร์และผู้รับเหมาแถวหน้าของไทย เริ่มมีการกำหนดเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจนขึ้นว่า "วัสดุต้องมีฉลากคาร์บอน" ทำให้ซัพพลายเออร์รายย่อยต้องรีบปรับตัวตาม
ความท้าทายที่เหลือ ทำอย่างไรให้ ‘ของกรีน’ กลายเป็น ‘ของปกติ’?
บทเรียนจากทั้งสิงคโปร์และไทยชี้ไปที่ทางออกเดียวกันว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ปัญหาคือ "ระบบ"
- ผู้นำต้องกล้าส่งสัญญาณ: ถ้าเจ้าของโครงการไม่ระบุในแบบว่าต้องการของลดคาร์บอน ผู้รับเหมาก็มักจะเลือกของที่คุ้นเคยและราคาถูกที่สุดเสมอ
- ข้อมูลต้องโปร่งใส: ไทยจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลกลางที่บอกได้ชัดเจนว่าคอนกรีตถุงนี้ปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ เหมือนที่เราดูฉลากโภชนาการข้างซองขนม
- การเงินต้องช่วยหนุน: หากแบงก์ให้สินเชื่อเงื่อนไขพิเศษกับโครงการที่ใช้ระบบ Circular Construction มากขึ้น การเปลี่ยนผ่านจะเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด
สำหรับเมืองไทยในปี พ.ศ. 2569 นี้ โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีเทคโนโลยีไหม แต่อยู่ที่ว่าเราจะสร้าง "ระบบนิเวศ" ที่เอื้อให้วัสดุเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในวงกว้างได้อย่างไร เพราะสุดท้ายแล้ว อาคารที่ยั่งยืนที่สุด ไม่ใช่อาคารที่ประหยัดพลังงานได้มากที่สุดในวันหน้า แต่คืออาคารที่ทำร้ายโลกน้อยที่สุดตั้งแต่วันแรกที่เริ่มก่อสร้างนั่นเอง
ที่มา : World Economic Forum

