แรงกดดันจากกติกาการค้าโลกและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ล่าสุด 4 หน่วยงานรัฐ–เอกชน ประกอบด้วย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก) หรือ TGO, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จึงผนึกกำลังเปิดตัวแคมเปญ “VB SAVE+” (วี บี เซฟ พลัส) เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการประเมินและทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เปิดทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรฐานสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในตลาดโลก และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
ยุทธศาสตร์ลดต้นทุน
“ณกรณ์ ตรรกวิรพัท” ผู้อำนวยการ อบก. กล่าวว่า อบก. ได้ดำเนินการเรื่องการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์และองค์กร รวมถึงโครงการ T-VER มาอย่างต่อเนื่อง และได้รับความร่วมมือที่ดีจากที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบ อย่างไรก็ตาม ภาระค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงระบบได้ยาก จึงเป็นที่มาของแคมเปญ VB SAVE+ ในครั้งนี้
"เราลดในส่วนของค่าใช้จ่ายจากเดิมที่ค่าที่ปรึกษาอยู่ในช่วง 15,000 ถึง 20,000 บาท ต่อ 1 Man-day จะปรับลดให้เหลือเพียงประมาณ 10,000 บาทต่อวัน นอกจากนี้เรายังพยายามบริหารจัดการจำนวนวันทำงานให้สั้นและเหมาะสมที่สุดเท่าที่จำเป็น ในส่วนของโครงการ T-VER TGO ค่าตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบสำหรับโครงการแบบเดี่ยว จะกำหนดให้ไม่เกิน 40,000 บาทต่อโครงการ และสำหรับโครงการแบบควบรวมและแบบแผนงาน จะไม่เกิน 70,000 บาทต่อโครงการ"
แคมเปญนี้จะช่วยลดภาระค่าบริการที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบ CFO และ CFP ได้ประมาณ 40–60% โดยในส่วนของ CFO เริ่มนำร่องครอบคลุมสาขาอุตสาหกรรมการผลิตทั่วไป และกิจกรรมบริการทั่วไปที่ไม่ซับซ้อน ภายใต้แคมเปญนี้ คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ภาคธุรกิจได้ไม่น้อยกว่า 50–70 ล้านบาทต่อปี
ปัจจุบันโครงการนี้ได้รับการตอบรับจากหน่วยงานที่ปรึกษาและหน่วยงานทวนสอบข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบโครงการ T-VER โดยมีเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 100 ท่าน ซึ่งเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ
SME ปัง ตังได้คืน
ด้าน “ดร.อภิรดี ขาวเธียร” รองผู้อำนวยการ สสว. ระบุว่า ผู้ประกอบการ SMEs มีความกระตือรือร้นสูงในการก้าวสู่เส้นทางโลคาร์บอน แต่การตัดสินใจมักติดขัดที่งบประมาณ สสว. จึงได้นำโปรแกรม flagship อย่าง BDS (Business Development Service) มาสอดรับกับแคมเปญนี้
ภายใต้โปรแกรม BDS หรือที่เราเรียกว่า ‘SME ปัง ตังได้คืน’ ผู้ประกอบการสามารถเลือกบริการพัฒนาธุรกิจบนแพลตฟอร์มของเราซึ่งมีมากกว่า 40 บริการในด้านเศรษฐกิจสีเขียวและโลคาร์บอน สสว. จะช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายให้ 50-80% ตามสเกลของธุรกิจ โดย SMEs ภาคการผลิตที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100 ล้านบาท และภาคอื่น ๆ ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 50 ล้านบาท สามารถใช้สิทธิ์สนับสนุนได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีต่อราย และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทตลอดอายุธุรกิจ
“เราไม่ได้มีแค่เงินอุดหนุน แต่เรายังประสานงานกับ SME Bank เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษเพียง 1% สำหรับการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่สีเขียวหรือดิจิทัล ซึ่งตอนนี้ยังมีงบประมาณเหลืออีกกว่า 400 ล้านบาท เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจที่ SME ต้องลงมือทำทันทีเพื่อความอยู่รอด”
ยกระดับไมซ์สู่ Net Zero
ทางด้านอุตสาหกรรมการจัดประชุมและนิทรรศการ “ภัทร์ ศาสตร์ขำ” ผู้จัดการอาวุโส ส่วนงานพัฒนาอย่างยั่งยืน สสปน. เผยว่า ปัจจุบันการจัดงานแบบ Carbon Neutral หรือ Net Zero กลายเป็นข้อกำหนดสำคัญสำหรับงานระดับนานาชาติ
“ปีนี้ สสปน. เริ่มต้นก้าวสำคัญสู่ Pathway to Net Zero อย่างเข้มข้น โดยเขยิบจากการจัดงาน Carbon Neutral มุ่งสู่ Net Zero Carbon Event เราต้องการที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบที่มีความเข้าใจธรรมชาติของงานอีเวนต์ที่หมุนไปเร็วและมีราคาที่จับต้องได้ แคมเปญนี้จึงมาตอบโจทย์ได้ถูกเวลา ทำให้บริษัทหรือสถานที่จัดงานสามารถขอรับการรับรองได้ง่ายขึ้น”
สสปน. ยังได้สร้างระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อรองรับข้อมูลเหล่านี้ โดยได้จัดทำ Sustainability Hub บนเว็บไซต์เพื่อรวบรวมองค์ความรู้และรายชื่อผู้ทวนสอบจากโครงการ VB SAVE+ ไว้ในที่เดียว เพื่อให้อุตสาหกรรมไมซ์เข้าถึงบริการได้สะดวก ไม่ต้องยุ่งยากในการค้นหาผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้เรายังมีงบสนับสนุนสำหรับผู้ที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดงานให้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยมีเครื่องมือคำนวณที่พัฒนาร่วมกับ อบก. ให้ผู้ประกอบการใช้ประเมินตนเองได้ในเบื้องต้น
จากปัญหา สู่โอกาสทางการค้า
“พรรรัตน์ เพชรภักดี” ผู้อำนวยการใหญ่ ส.อ.ท. ให้ความเห็นในฐานะตัวแทนภาคการผลิตว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ปัญหาสำคัญของ SMEs คือค่าประเมินและทวนสอบที่สูงมากจนเข้าขั้นแพง
“แต่เดิมต้นทุนการทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตัวหนึ่งอาจสูงถึงหลักแสนบาท เมื่อรวมค่าคำนวณ ค่าทวนสอบ และค่าขึ้นทะเบียน โครงการ VB SAVE+ จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการกำหนดราคาที่สมเหตุสมผล เพื่อให้ SMEs ที่เคยลังเลตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการได้ทันที เพราะตอนนี้สิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่อง CSR แต่เป็นประเด็นทางการค้า เช่น CBAM ของยุโรป ถ้าคุณไม่ทำ คุณก็ตกขบวนและขายของไม่ได้”
แคมเปญ VB SAVE+ เฟสแรกได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันนี้ และจะมีระยะเวลาดำเนินการยาวไปจนถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2570 การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจสีเขียวอย่างเป็นระบบ

