กระทรวงทรัพยากรฯ เร่ง 2 พ.ร.บ.หวังปฏิรูปกติกาสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ “พ.ร.บ. อากาศสะอาด” ลุ้นมาตรการเข้มผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย คุมตั้งแต่โรงงาน เจ้าของที่ดิน แบงก์และภาคเกษตร “พ.ร.บ.ลดโลกร้อน” เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ลดความเสี่ยงสูญเสียขีดแข่งขัน “นักวิชาการ” ชี้เส้นตายกฎหมายอากาศสะอาด ครม.ต้องยืนยันภายใน 13 พฤษภาคม 2569 หวั่นแก้ปัญหาล่าช้าไปอีก 2 ปี
แนวคิดการจัดยกร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ... (พ.ร.บ.ลดโลกร้อน) ถูกผลักดันมาตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เมื่อเดือนธันวาคม 2565 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งถือเป็นภารกิจลำดับต้นของกรมฯ ที่จะวางกรอบกฎหมายหลักในการรับมือโลกร้อน
การผลักดันดำเนินการมาต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จนเข้าถึงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อมารัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และมาถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล
เร่ง พ.ร.บ.ลดโลกร้อน บังคับใช้โดยเร็ว
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งเร่งรัดเสนอร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาค และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีศักยภาพจัดการภัยพิบัติด้านสภาพอากาศระยะยาว
"รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่แต่ปัจจุบันอยู่ขั้นตอนของวุฒิสภาเพื่อพิจารณาไม่ให้เนื้อหาซ้ำซ้อนกฎหมายหลักอื่น ๆ โดยเฉพาะการบริหารจัดการกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพสูงสุดและเกิดประโยชน์"
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมเจ้าหน้าที่เริ่มพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งประกอบด้วย 205 มาตรา แบ่งเป็น 14 หมวด โดยมีกลไกดำเนินการสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่
1. กลไกด้านนโยบาย เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ
2. กลไกบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและการปรับตัวต่อผลกระทบในระดับพื้นที่และรายสาขา
3. กลไกลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า
4. กลไกการเงินผ่านกองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการลงทุนลดก๊าซเรือนกระจก และเสริมศักยภาพประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
พ.ร.บ. 2 ฉบับ เปลี่ยนโฉมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ว่า พ.ร.บ.ลดโลกร้อน มีความคืบหน้าสูงและเร่งผลักดันให้มีผลบังคับใช้เร็ว ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด อยู่ขั้นตอนการพิจารณาความสอดคล้องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดความซ้ำซ้อน
“กฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้จะเปลี่ยนโฉมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของไทย ด้วยการบังคับใช้หลักการสากลและการกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวด เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับอุตสาหกรรมถึงสถาบันการเงินและประชาชน”
ดร.รวีวรรณ บอกว่า จุดเด่น พ.ร.บ.ลดโลกร้อน เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายเพื่อรองรับกลไกคาร์บอนเครดิตเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมให้ไทยบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามกรอบที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
นอกจากนี้ นำหลักการ “ผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้จ่าย” (Beneficiary Pays Principle - BPP) หรือการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อการบริการทางระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services - PES) มาใช้เป็นรูปธรรม
“หลักการ PES เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงระหว่างคนต้นน้ำหรือชุมชนที่ดูแลรักษาป่า กับคนปลายน้ำหรือผู้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ โดยกฎหมายจะสร้างกลไกให้ผู้ได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศ เช่น น้ำสะอาดหรืออากาศบริสุทธิ์ ร่วมจ่ายค่าตอบแทนให้ชุมชนที่อนุรักษ์ทรัพยากร เพื่อสร้างแรงจูงใจในการรักษาพื้นที่ป่าและลดการใช้ประโยชน์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม”
ลดความซ้ำซ้อน พ.ร.บ.อากาศสะอาด
ส่วน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ได้ปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเนื้อหาเดิมมีเพียง 88 มาตรา แต่ได้ขยายความและรวบรวมจากหลายร่าง จนครอบคลุม 270 มาตรา ซึ่งรอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงนาม นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง
หัวใจสำคัญของ พ.ร.บ.อากาศสะอาดคือ “หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” และมีโทษปรับทางอาญาสูงสุดกรณีปล่อยมลพิษอาจสูงถึง 50-100 ล้านบาท ครอบคลุมความรับผิดชอบของเจ้าของที่ดิน หากเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เจ้าของที่ดินต้องร่วมรับผิดชอบ แม้จะให้ผู้อื่นเช่าพื้นที่ รวมถึงสถาบันการเงินอาจถูกกำหนดบทลงโทษหากปล่อยสินเชื่อให้กิจการก่อมลพิษ
“ต้องระวังไม่ให้ซ้ำซ้อนและเป็นภาระผู้ประกอบการเกินไป ทั้งนี้ หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นจ่ายเป็นหลักสากลที่ไทยนำมาใช้ตั้งแต่ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 แต่ในร่างฉบับใหม่จะบังคับใช้เข้มข้นขึ้นผ่านกลไกกองทุนอากาศสะอาด" ดร.รวีวรรณ กล่าว
“เอกชน” ห่วงกองทุนของทั้ง 2 ฉบับ
รวมทั้ง ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด อาจต้องใช้เวลาพิจารณาเพิ่ม แต่กระทรวงฯ ยังมี พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เป็นอีกกลไกสำรองในการเพิ่มอำนาจการจัดการมลพิษ
ดร.รวีวรรณ ยอมรับว่า หนึ่งในประเด็นที่ภาคเอกชนกังวล คือความซ้ำซ้อนของกฎหมาย เนื่องจากทั้ง พ.ร.บ.ลดโลกร้อน และ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต่างจัดตั้งกองทุนหากไม่จัดระเบียบชัดเจน อาจทำให้ผู้ประกอบการแบกรับภาระหลายด้านพร้อมกัน รวมถึงอาจซ้ำซ้อนกับกฎหมายโรงงานและกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิม
“ด้านกรอบเวลาคาดว่ากฎหมายทั้ง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน จะเริ่มชัดเจนและทยอยบังคับใช้ช่วงปี 2570-2571”
เส้นตาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด 13 พ.ค.
รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอดีตโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ให้สัมภาษณ์ว่า กฎหมายค้างที่ชั้นวุฒิสภา (วาระที่ 3) เพราะกระบวนการหยุดชะงักลงหลังยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568
ทั้งนี้มีกำหนดเส้นตายที่รัฐบาลใหม่ต้องยืนยันเพื่อนำกลับมาพิจารณาภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 มิเช่นนั้นกระบวนการทั้งหมดต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้การแก้ปัญหาฝุ่นละอองล่าช้าไปอย่างน้อยอีก 2 ปี
ตามระเบียบแล้ว ครม.ชุดปัจจุบันต้องมีมติขอนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก แม้ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเคยกล่าวถึงการผลักดันกฎหมายนี้ระหว่างลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ทางปฏิบัติยังไม่พบความชัดเจนในวาระการประชุม ครม.หรือในการแถลงนโยบายรัฐบาลที่มีเพียง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น
หนึ่งในประเด็นหลักที่ทำให้กฎหมายล่าช้าคือการคัดค้านจากกลุ่มทุนผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา มีความพยายามจากตัวแทนกลุ่มทุนและที่ปรึกษาบางส่วนที่เสนอให้ยกเว้นหรือลดหย่อนการเก็บเงินจากผู้ก่อมลพิษ
"ไม่มีทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ไหน หรือประเทศไหนในโลกที่ให้เงินผู้ก่อมลพิษหรือยกเว้นให้ แล้วสุดท้ายจะแก้ปัญหามลพิษได้จริง หากรัฐบาลยังเกรงใจกลุ่มทุนมากกว่าสุขภาพของประชาชน กฎหมายฉบับนี้อาจแก้ปัญหาไม่ได้จริง หรืออาจถูกปรับแก้เนื้อหาภายในจนขาดประสิทธิภาพหากต้องเริ่มกระบวนการใหม่ในอนาคต”
รศ.ดร.วิษณุ อธิบายว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่มีเป้าหมายสร้างภาระให้ทุกฝ่าย แต่ต้องการผลักดันให้ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยภาคธุรกิจที่พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะได้รับการสนับสนุนทั้งเงินทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ขณะที่ภาคเกษตรจะมีช่วงเปลี่ยนผ่านและมาตรการช่วยเหลือให้ปรับตัวได้ ส่วนประชาชนและภาคท่องเที่ยวจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากคุณภาพอากาศดีขึ้น โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ที่เผชิญปัญหาฝุ่นควันหนักในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

