วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'วิกฤติความร้อน' ในเอเชียใต้ เมื่อ 'ผู้หญิง' ต้องแบกรับกรรมจากอุณหภูมิ 50 องศา มากกว่าใคร?

'วิกฤติความร้อน' ในเอเชียใต้ เมื่อ 'ผู้หญิง' ต้องแบกรับกรรมจากอุณหภูมิ 50 องศา มากกว่าใคร?

ความร้อนสุดขั้ว กำลังเผยให้เห็นช่องว่างขนาดใหญ่ในการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในเอเชียใต้ เมื่อแผนรับมือความร้อนแบบเดิมๆ อาจ ‘สอบตก’ เพราะลืมมองมิติทางเพศ ขณะที่ไทยเองก็กำลังเผชิญชะตากรรมไม่ต่างกัน จากปรากฏการณ์ ‘Wet-bulb’ ที่อาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

ความร้อนระอุทะลุ 50 องศาฯ และภาวะ ‘ตัวเปียกแต่ไม่เย็น’

ในอินเดียและปากีสถาน อุณหภูมิช่วงก่อนมรสุมพุ่งทะยานเกิน 50 องศา อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าตัวเลขบนเทอร์โมมิเตอร์คือสภาวะ “Wet-bulb Temperature” หรืออุณหภูมิกระเปาะเปียก ซึ่งเป็นภาวะที่ความร้อนและความชื้นพุ่งสูงจนร่างกายมนุษย์ไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้อีกต่อไป

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า 35 องศา ในสภาวะกระเปาะเปียกคือขีดจำกัดสูงสุดที่มนุษย์จะทนทานได้ และมีการคาดการณ์ว่าลุ่มแม่น้ำสินธุและแม่น้ำคงคาจะเผชิญกับขีดจำกัดนี้ภายในสิ้นศตวรรษนี้ โดย ธนาคารโลก ประเมินว่าภายในปี พ.ศ. 2573 ประชากรกว่า 1.8 พันล้านคนในเอเชียใต้จะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงจากความร้อนสุดขั้ว

ทำไม ‘ผู้หญิง’ คือกลุ่มเปราะบางที่สุด?

แม้ความร้อนจะเป็นเรื่องสากล แต่ผลกระทบกลับไม่เท่าเทียม ข้อมูลระบุชัดว่าผู้หญิงในเอเชียใต้แบกรับความเสี่ยงสูงกว่าจากเงื่อนไขทางสังคมและเศรษฐกิจ

  • งานนอกระบบที่ไร้เกราะป้องกัน: กว่า 80% ของผู้หญิงในเอเชียใต้ทำงานนอกเกษตรกรรมอยู่ในภาคส่วนนอกระบบ (Informal Sector) ซึ่งไม่มีสวัสดิการหรือมาตรการคุ้มครองจากความร้อน
  • ภาระงานบ้านที่ทวีคูณ: ผู้หญิงใช้เวลาทำงานดูแลบ้านและครอบครัวมากกว่าผู้ชายถึง 9 เท่า ซึ่งมักเป็นงานในที่พักอาศัยที่ระบายอากาศไม่ดี
  • อุปสรรคทางดิจิทัล: ผู้หญิงในภูมิภาคนี้มีโอกาสเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนมือถือน้อยกว่าผู้ชายถึง 41% ทำให้พลาดการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning)

 

4 แนวทางยกระดับแผนรับมือความร้อน (Heat Action Plans)

เพื่อให้การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศเข้าถึงกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด รัฐบาลควรพิจารณา 4 ขั้นตอนสำคัญ

1.ส่งคำเตือนให้ถึงมือผู้หญิง เลิกพึ่งพาเฉพาะแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ให้ใช้เครือข่ายชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุข เหมือนเช่น "โมเดลอาห์เมดาบัด" ในอินเดียที่ใช้การสื่อสารผ่านวัดและมัสยิด

2.พื้นที่คลายร้อนที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัย  การสร้าง "หลังคาเย็น" (Cool Roof) ในพื้นที่ยากจนสามารถลดอุณหภูมิในบ้านได้ 2–5 องศาเซลเซียส

3.ประกันรายได้จากความร้อน การทดลองใช้ "ประกันความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศเชิงพารามิเตอร์" (Parametric Insurance) เพื่อชดเชยรายได้ให้แรงงานหญิงเมื่ออุณหภูมิสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด และ

4.ดึงผู้หญิงร่วมวางแผน เปลี่ยนจากนโยบายแบบบนลงล่าง (Top-down) มาเป็นการฟังเสียงคนในพื้นที่ เช่น โมเดลในเนปาลที่ให้คณะกรรมการระดับท้องถิ่นมีส่วนร่วมจัดสรรงบประมาณปรับตัว

ส่องสถานการณ์ไทย ความร้อนที่ไม่ได้มีแค่ ‘แดดแรง’

ประเทศไทย เองก็ไม่ได้อยู่นอกวงโคจรของวิกฤตนี้ ข้อมูลจาก กรมอุตุนิยมวิทยา และ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าไทยเผชิญกับ ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่พุ่งสูงอยู่ในระดับ "อันตรายมาก" ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเมืองและภาคกลาง

ข้อมูลที่น่าสนใจของไทย

  1. กลุ่มเสี่ยง: ข้อมูลจากกรมอนามัย (พ.ศ. 2567) ระบุว่ากลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ก่อสร้างและเกษตรกรรม เป็นกลุ่มที่เข้าโรงพยาบาลด้วยโรคลมแดด (Heatstroke) สูงสุด
  2. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ: รายงานจากหน่วยงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมชี้ว่า กลุ่มแรงงานข้ามชาติและแรงงานหญิงในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารในไทย มีขีดความสามารถในการเข้าถึง "พื้นที่พักเย็น" ต่ำกว่าแรงงานในระบบออฟฟิศอย่างมีนัยสำคัญ
  3. นโยบาย: ปัจจุบันไทยเริ่มมีการขับเคลื่อน "แผนปฏิบัติการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข"แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงเน้นย้ำว่าต้องมีการระบุมาตรการที่เจาะจงกลุ่มเพศสภาพและกลุ่มเปราะบางในชุมชนเมืองหนาแน่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การจัดการความร้อนไม่ใช่แค่เรื่องของการลดอุณหภูมิ แต่คือการลดความเหลื่อมล้ำ หากแผนรับมือความร้อนยังมองข้ามความละเอียดอ่อนทางเพศสภาพ เราอาจกำลังทิ้งประชากรครึ่งหนึ่งของโลกไว้ข้างหลังท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผา

 

ที่มา : World Economic Forum