วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘พ.ร.บ.พิตต์แมน-โรเบิร์ตสัน’ กฎหมายสหรัฐ เก็บภาษีปืนมาเป็นทุนอนุรักษ์สัตว์ป่า

‘พ.ร.บ.พิตต์แมน-โรเบิร์ตสัน’ กฎหมายสหรัฐ เก็บภาษีปืนมาเป็นทุนอนุรักษ์สัตว์ป่า

ทุกครั้งที่มีคนซื้ออาวุธปืนหรือกระสุนประเภทอื่น ๆ ในสหรัฐ เท่ากับพวกเขากำลังให้ทุนสนับสนุนการอนุรักษ์สัตว์ป่า ตาม “กฎหมายการฟื้นฟูสัตว์ป่าของรัฐบาลกลาง” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พ.ร.บ.พิตต์แมน-โรเบิร์ตสัน” (Pittman-Robertson) ซึ่งบังคับใช้โดยสภาคองเกรสตั้งแต่ปี 1937 เพื่อสร้างกลไกการเงินที่ยั่งยืนให้แก่หน่วยงานสัตว์ป่าของรัฐ 

แนวคิดของกฎหมายนี้มาจากความเชื่อที่ว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์ป่าควรเป็นผู้รับภาระในการรักษาทรัพยากรนั้นไว้ โดยตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้สนับสนุนในสภาสองท่านคือ วุฒิสมาชิก คีย์ พิตต์แมน และผู้แทนราษฎร อับซาโลม วิลลิส โรเบิร์ตสัน ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นนักล่าสัตว์ 

ตามกฎหมายระบุว่า ให้เก็บภาษีสรรพสามิตในอัตรา 11% สำหรับปืนยาวและกระสุน ส่วนปืนพกและอุปกรณ์ยิงธนูให้เก็บ 10% จากผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งเป็นภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีอื่น ๆ ทั่วไป เพื่อมอบให้แก่หน่วยงานสัตว์ป่าในแต่ละรัฐ

โดยรัฐบาลกลางจะให้งบสนับสนุน 75% ซึ่งใช้สูตรคำนวณที่พิจารณาจากขนาดพื้นที่ของรัฐและจำนวนผู้ถือใบอนุญาตล่าสัตว์ที่มีการชำระเงิน ส่วน 25% ที่เหลือ รัฐที่ต้องการรับทุนจะต้องจัดหางบประมาณสมทบเอง

เงินทุนจากกฎหมายนี้ ถูกนำมาสนับสนุนการจัดการถิ่นที่อยู่อาศัย การวิจัยทางชีววิทยา และการให้ความรู้แก่นักล่าสัตว์ทั่วประเทศ พร้อมทั้งดูแลสัตว์สายพันธุ์ที่ถูกล่า เนื่องจากนักล่าสัตว์เป็นจ่ายภาษีเหล่านี้ อีกทั้งช่วยฟื้นฟูสัตว์ป่าที่เกือบสูญพันธุ์ได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นกวางเอลก์ ไก่งวงป่า นกอินทรีหัวขาว และแกะบิ๊กฮอร์น จนกลับมามีจำนวนมากอีกครั้ง

รายได้จากกฎหมายนี้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะยอดขายปืนที่พุ่งสูงขึ้น โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้ได้จัดสรรเงินเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ให้กับหน่วยงานด้านสัตว์ป่าของรัฐทั่วประเทศ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 18% ของงบประมาณของหน่วยงานของรัฐโดยเฉลี่ยในปี 2019 (ส่วนที่เหลือมาจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตกปลาและล่าสัตว์ รวมถึงรายได้อื่น ๆ อีกหลายประเภท) 

ผู้เชี่ยวชาญหลายรายยอมรับว่าหากไม่มีเงินก้อนนี้ หน่วยงานรัฐอาจไม่สามารถดำเนินงานอนุรักษ์ได้เลย

 

ความย้อนแย้งเชิงจริยธรรม

แม้ในตอนนี้ยอดขายปืนในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก แต่จำนวนนักล่าสัตว์กลับมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลระบุว่าประมาณ 74% ของยอดขายปืนและกระสุนที่ต้องเสียภาษีในปัจจุบันไม่มีความเกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์เลย ผู้ซื้อส่วนใหญ่นิยมซื้อปืนพกหรืออาวุธเพื่อการป้องกันตัวหรือใช้ในสนามยิงปืนมากกว่าการเข้าป่า สิ่งนี้ทำให้ความหมายของคำว่า “ผู้ใช้” เปลี่ยนจาก “นักล่า” ไปเป็น “ผู้ใช้ปืนทั่วไป”  ซึ่งอาจไม่เคยย่างกรายเข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติเลยด้วยซ้ำ

จอห์น คาเซลลาส คอนเนอร์ส นักวิจัยจาก Texas A&M ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์นี้สร้างแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวให้กับหน่วยงานรัฐ เพราะกลายเป็นว่าพวกเขาต้องการให้คนซื้อปืนมากขึ้นเพื่อจะได้มีงบประมาณเพียงพอ ขณะเดียวกันยอดขายปืนที่พุ่งสูงขึ้น มักเกิดขึ้นในช่วงที่มีความวุ่นวายทางสังคม ความกังวลเรื่องอาชญากรรม หรือความกลัวหลังเหตุการณ์กราดยิง 

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามว่า “เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ที่จะนำเงินที่มาจากความรุนแรงหรือความกลัวมาใช้เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ”

ในทางกลับกัน รอน เรแกน ผู้อำนวยการสมาคมหน่วยงานสัตว์ป่า มองว่าการตีตราเงินทุนเหล่านี้ว่าเป็น “เงินสกปรก” เป็นการตัดสินที่รุนแรงเกินไป พร้อมยืนยันว่าสังคมควรยอมรับคุณประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการซื้ออาวุธปืนและกระสุนที่ถูกนำมาใช้เพื่อการจัดการปลาและสัตว์ป่า เพราะสำหรับเขาแล้ว การอนุรักษ์คือภารกิจสำคัญที่ไม่ควรถูกทำลายด้วยความเห็นเรื่องการครอบครองปืน

ขณะที่ นักสังคมวิทยาอย่าง คริสโตเฟอร์ เรีย ก็ยังคงยืนยันว่า การที่หน่วยงานรัฐต้องส่งเสริมการใช้ปืนเพื่อหาเงินทุนอนุรักษ์นั้น เป็นเรื่องที่น่าลำบากใจในเชิงศีลธรรม

นอกจากนี้ อิทธิพลของอุตสาหกรรมปืนยังขยายไปถึงการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การต่อต้านกฎระเบียบเกี่ยวกับกระสุนตะกั่ว อุตสาหกรรมปืนมักยกประเด็นเรื่องเงินทุนมาใช้เป็นข้ออ้างในการมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับที่ดินสาธารณะและสัตว์ป่า 

มีรายงานว่าหน่วยงานรัฐบางแห่งอาจไม่กล้าผลักดันคำสั่งห้ามใช้กระสุนตะกั่วเพราะเกรงว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมที่เป็นผู้สนับสนุนหลัก ดังนั้นการพึ่งพาทางเงินทุนนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของงบประมาณ แต่ยังรวมถึงอำนาจในการกำหนดทิศทางนโยบายอนุรักษ์ด้วย

 

หาแหล่งเงินทุนที่เป็นมิตรต่อทุกฝ่าย

เพื่อลดการพึ่งพิงอุตสาหกรรมอาวุธปืนเพียงอย่างเดียว มีการเสนอแนวคิด “ภาษีเป้สนาม” (backpack tax) มานานหลายทศวรรษ แนวคิดนี้เสนอให้จัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากอุปกรณ์กลางแจ้ง เช่น รองเท้าเดินป่า เป้สะพายหลัง และกล้องส่องทางไกล เพื่อให้ผู้ที่ใช้งานพื้นที่ธรรมชาติกลุ่มอื่นได้มีส่วนร่วมจ่าย อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมอุปกรณ์กลางแจ้งได้คัดค้านเรื่องนี้อย่างรุนแรง โดยอ้างว่าจะเป็นการเพิ่มภาระราคาให้แก่ผู้บริโภคและทำให้การพักผ่อนกลางแจ้งเข้าถึงได้ยากขึ้น

อีกหนึ่งความหวังที่สำคัญคือ กฎหมายฟื้นฟูสัตว์ป่าของอเมริกา (Recovering America’s Wildlife Act: RAWA) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะจัดสรรงบประมาณกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์ต่อปีจากคลังกลางไปยังรัฐต่าง ๆ สำหรับการปกป้องสายพันธุ์สัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นสัตว์เพื่อการล่าหรือไม่ แม้กฎหมายนี้จะได้รับความเห็นชอบจากสภาล่างในปี 2022 แต่ยังคงติดขัดในวุฒิสภาเนื่องจากความเห็นที่ไม่ลงรอยกันเรื่องที่มาของแหล่งรายได้

แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องจริยธรรม แต่ในความเป็นจริงปัจจุบัน หน่วยงานสัตว์ป่าหลายแห่งยอมรับว่าหากขาดเงินจาก พ.ร.บ.พิตต์แมน-โรเบิร์ตสัน งานอนุรักษ์ส่วนใหญ่จะต้องหยุดชะงักลง กลายเป็นว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติในสหรัฐ มีความผูกพันกับวัฒนธรรมปืนอย่างลึกซึ้งจนยากจะแยกออก

ในขณะที่สังคมกำลังเคลื่อนไหวไปสู่ค่านิยมใหม่ การหาความสมดุลระหว่างแหล่งเงินทุนที่มีอยู่กับความถูกต้องจึงเป็นโจทย์ใหญ่ ไม่ว่าแหล่งเงินจะมาจากกระสุนปืนหรือภาษีอุปกรณ์เดินป่า เป้าหมายสูงสุดที่ทุกคนเห็นตรงกันคือการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไว้ให้คนรุ่นหลังทั้งนั้น

ที่มา: EHNEnvironment AmericaVox