ในช่วงนี้ บางท่านอาจเกิดคำถามว่า หากสงครามในตะวันออกกลางจบลงได้ในวันนี้ เราจะกลับไปสู่วิถีชีวิตปกติได้หรือยัง คำตอบคือเราไม่สามารถกลับไปสู่จุดเดิมได้อีกแล้วครับ ด้วยเหตุที่ความเสียหายของผลกระทบจากสงครามได้เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผมเห็นด้วยกับคำพูดของผู้ใหญ่บางท่านในวงการธุรกิจที่ว่าความมั่งคั่งได้ถูกดึงออกไปจากเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคครัวเรือนเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ไม่มีอะไรเหมือนเดิมครับ
เมื่อไม่นานมานี้ อเล็กซานเดอร์ เดอ โคร หัวหน้าโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP ในระหว่างการประชุมของกลุ่ม G7 ที่กรุงปารีสว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจผลักดันให้ผู้คนกว่า 30 ล้านคนทั่วโลกเข้าสู่สภาวะยากจน ซึ่งตัวเลขนี้เกิดจากการศึกษาผลกระทบเพียง 6 สัปดาห์หลังเกิดสงคราม แต่ขณะนี้ผ่านไปเกือบ 10 สัปดาห์แล้ว สงครามดูเหมือนยังไม่จบง่ายๆ
UNDP ยังได้ประเมินเพิ่มเติมว่าสงครามตะวันออกกลางอาจทำให้ผู้คนในแถบอาหรับต้องสูญเสียงานมากถึง 3.6 ล้านตำแหน่ง ซึ่งมากกว่าจำนวนงานที่เกิดใหม่ในปี 2568 เสียอีก นอกจากนี้ ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์ว่าราคาพลังงานในปีนี้อาจพุ่งขึ้นอีก 24 % ในขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจปรับขึ้น 16 % อีกทั้งต้องระวังปัญหาเงินเฟ้อซึ่งอาจสูงขึ้น 5.1-5.8 %ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และเมื่อไม่กี่วันนี้เอง นายไมค์ เวิร์ธ ประธานกรรมการและซีอีโอ บริษัท เชฟรอน บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อเมริกา ได้ออกมาเตือนว่าภาวะน้ำมันขาดตลาดจริงๆ จะเริ่มเกิดขึ้นทั่วโลกในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
การที่องค์กรนานาชาติหลายแห่งออกโรงย้ำผลกระทบจากสงครามนี้ในทิศทางเดียวกัน เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยให้ยกระดับความรอบคอบในการการดำเนินธุรกิจและการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
กล่าวง่ายๆ เป็นภาษาชาวบ้านคือ ตอนนี้แค่ “เผาหลอก” ส่วน “เผาจริง” ยังไม่เริ่มต้นนะครับ สิ่งที่เราต้องตระหนักคือแม้ว่าสงครามตะวันออกกลางสามารถปิดฉากได้ทันที แต่ผลกระทบต่างๆ ได้เกิดขึ้นแล้วและจะมีผลระยะยาว เพราะโครงสร้างแหล่งพลังงานสำคัญถูกโจมตีจนไม่สามารถผลิตต่ออีกหลายเดือนหรือแม้กระทั่งเป็นปี ผู้ประกอบการจึงต้องติดตามราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ SME รายเล็กที่อ่อนไหวต่อกลไกราคามากกว่าธุรกิจใหญ่ ส่วนผู้บริโภคปลายน้ำต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทกจากผลรวมของราคาสินค้าและบริการที่อาจปรับขึ้นได้อีก
ท่ามกลางค่าครองชีพที่ไต่ระดับขึ้นทั่วโลก หนึ่งในกลุ่มที่ควรดูแลใส่ใจที่สุดคือประชาชนรายได้ต่ำ เนื่องจากกำลังซื้อจะลดลงโดยปริยาย โดยล่าสุด นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แถลงในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าประชากร 45 ล้านรายทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะประสบความหิวโหยขั้นรุนแรงหากยังไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อคลายแรงกดดันต่อเส้นทางค้าขายรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
หันกลับมามองที่ไทย รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของ IMF ฉบับเมษายน 2569 ได้ประเมินผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางว่าจะทำให้ GDP ของไทยเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.5 % กอปรกับประเทศไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนสูงทั้งในและนอกระบบ รวมทั้งปัญหาการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society)
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เตรียมมาตรการรองรับผ่านการออก พ.ร.ก กู้เงินจำนวนสี่แสนล้านบาทด้วยเหตุผลว่าวิกฤติครั้งนี้มาเป็นระลอก ตั้งแต่สงคราม ราคาน้ำมันสูง ต้นทุนสูง ค่าครองชีพสูง และกำลังซื้อหด จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับ สิ่งเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนในตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายน 2569 ที่ขึ้นมาอยู่ที่ 2.80 % ซึ่งสูงสุดในรอบ 38 เดือน
ผมเชื่อว่าทุกคนพยายามวางแผนการเงินอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ได้ผลนั้นเราต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายในทุกระดับ ตั้งแต่ภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงการปรับพฤติกรรมวินัยการใช้จ่ายส่วนตัวด้วยการ “ประหยัด” หรือ “รัดเข็มขัด” เพื่อเตรียมพร้อมฝ่าฟันช่วงเวลาเยียวยาบาดแผลเศรษฐกิจนี้อย่างระมัดระวังไปด้วยกันครับ

