มัดเด็ด พ.ร.บ. ใหม่ เตรียมใช้กลไกราคาคาร์บอนทั้งระบบ Carbon Tax และ ETS เพื่อระดมทุนมหาศาลเข้าสู่ "กองทุนภูมิอากาศ" (Climate Fund) คาดมีเงินหมุนเวียนกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2050 มุ่งใช้เป็นเงินทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ลดภาระผู้ส่งออกจากการจ่ายภาษีคาร์บอนให้ต่างชาติ และปกป้องเศรษฐกิจไทยจากภาวะ Carbon Leakage
เสาหลักที่ 4" ของร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ให้รายละเอียดเชิงลึกในงาน "TEGH Low Carbon Partnership Forum 2026" เกี่ยวกับ "เสาหลักที่ 4" ของร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่าคือ มาตรการทางการเงิน (Funding Measures) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม โดยกฎหมายใหม่นี้จะมีการจัดตั้ง "กองทุนภูมิอากาศ" (Climate Fund) ขึ้นภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีโครงสร้างการบริหารงานที่แยกตัวเป็นเอกเทศ มีคณะกรรมการและผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินโดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย
กองทุน 1.1 ล้านล้านบาท
ขุมพลังใหม่ของอุตสาหกรรมไทย จากการคาดการณ์ กองทุนภูมิอากาศจะมีรายได้สะสมจากกลไกราคาคาร์บอนระหว่างปี 2031 ถึง 2050 สูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำกลับไป "รีไซเคิล" หรือสนับสนุนภาคส่วนต่างๆ ผ่านเครื่องมือที่หลากหลาย
เช่น เงินอุดหนุน (Grants) สำหรับชุมชนในการสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว สินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน (Concessional Loans) สำหรับผู้ประกอบการ SME และบริษัทขนาดใหญ่เพื่อปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต และการร่วมลงทุน (Equity) ในธุรกิจคาร์บอนต่ำ เป้าหมายคือการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืนและช่วยให้ภาคธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่น
ระบบ ETS และการดึงเม็ดเงินภาษีคาร์บอนไว้ในประเทศ
หนึ่งในแหล่งรายได้หลักของกองทุนจะมาจาก ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System หรือ ETS) ซึ่งกำหนดให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเข้มข้น (Carbon Intensive Industry) ประมาณ 230 ถึง 400 แห่ง ต้องอยู่ภายใต้มาตรการควบคุม
ดร.พิรุณ ระบุว่าระบบ ETS ของไทยถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น EU ETS แต่มีการปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของธุรกิจไทย
ความสำคัญของระบบนี้คือ จะช่วยให้ผู้ส่งออกไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เหล็กและเหล็กกล้า สามารถนำหลักฐานการจ่ายราคาคาร์บอนในไทยไปหักลบหรือชดเชยกับค่าธรรมเนียม EU CBAM ของยุโรปได้ ซึ่งเป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติให้เงินทุนหมุนเวียนกลับมาพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ แทนที่จะต้องเสียภาษีดังกล่าวให้แก่ต่างประเทศ นอกจากนี้ กฎหมายยังอนุญาตให้ภาคธุรกิจสามารถนำ คาร์บอนเครดิตแบบสมัครใจ (Voluntary Carbon Credits) มาใช้หักล้างสิทธิการปล่อยก๊าซ (Offset) ได้สูงสุด 5% เพื่อกระตุ้นให้เกิดสภาพคล่องในตลาดคาร์บอนของไทย
ภาษีคาร์บอนและมาตรการป้องกันการทะลักของสินค้าราคาถูก (Thailand CBAM)
นอกเหนือจากระบบ ETS แล้ว กฎหมายยังครอบคลุมถึงการจัดเก็บ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ซึ่งจะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ต้นน้ำที่มีการปล่อยก๊าซสูง เช่น น้ำมันเบนซิน ดีเซล LPG ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน โดยการบังคับใช้จะมีความยืดหยุ่นตามสภาพเศรษฐกิจและเป้าหมายการลดก๊าซในแต่ละช่วงเวลา
เพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน
ดร.พิรุณ ยังเผยถึงการเตรียมใช้มาตรการ Thailand CBAM เพื่อป้องกันภาวะ Carbon Leakage หรือการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากประเทศที่ไม่มีกฎระเบียบด้านคาร์บอนเข้มงวด เช่น ผลิตภัณฑ์จากประเทศเพื่อนบางประเทศหรือจากบางมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มาตรการนี้จะช่วยสร้าง "สนามแข่งขันที่เท่าเทียม" (Level the Playing Field) ให้กับผู้ประกอบการไทยที่ยอมลงทุนปรับปรุงขบวนการผลิตเพื่อลดโลกร้อน
แม้ SME จะไม่ได้ถูกบังคับภายใต้ระบบ ETS ในระยะแรก แต่รัฐบาลมุ่งหวังที่จะใช้เงินจากกองทุนภูมิอากาศนี้เข้าไปช่วยสนับสนุน (Incentivize) ให้กลุ่ม SME สามารถยกระดับวัตถุดิบและเทคโนโลยี เช่น การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อให้พร้อมรับมือกับกฎระเบียบการค้าโลกอย่างพลาสติกและยางพาราที่จะเข้มงวดขึ้นในปี 2030

