วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2569

Login
Login

โรดแมป 'Climate Change Act' ฉบับแรกในอาเซียน พลิกกำแพงภาษีสู่เศรษฐกิจสีเขียว

โรดแมป 'Climate Change Act' ฉบับแรกในอาเซียน พลิกกำแพงภาษีสู่เศรษฐกิจสีเขียว

"ความจำเป็นทางการแข่งขัน" เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 205 มาตรา เข้าสู่การพิจารณาขั้นสุดท้าย มุ่งสร้างระบบนิเวศสีเขียวที่จับต้องได้ (Affordable Green Ecosystem) พร้อมยกระดับดิจิทัลแพลตฟอร์มรองรับมาตรการ EU CBAM และกฎระเบียบการค้าโลกชุดใหม่ เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีสากล

การรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ

ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงความคืบหน้าของประเทศไทยใน งาน "TEGH Low Carbon Partnership Forum 2026" ว่าการรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นย้ำว่าโลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับความแตกแยกทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างเส้นทางการเติบโตที่ยืดหยุ่นและไม่ปล่อยให้ความผันผวนระยะสั้นมาขวางกั้นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ปัจจุบัน ความยั่งยืนได้เปลี่ยนจาก "ทางเลือก" มาเป็น "ความจำเป็นทางการแข่งขัน" (Competitive Necessity) เนื่องจากมาตรการทางภาษีและกฎระเบียบการค้าโลกอย่าง EU CBAM ของสหภาพยุโรปได้เริ่มบังคับใช้แล้ว ขณะที่ UK CBAM ของสหราชอาณาจักรจะตามมาในปี 2027 รวมถึงกฎระเบียบ EUDR ที่ว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นกำแพงภาษีสำหรับประเทศที่ไม่พร้อมปฏิบัติตามกฎใหม่

 

พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กฎหมายฉบับแรกในอาเซียน ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการร่าง "พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างครบถ้วนฉบับแรกในภูมิภาคอาเซียน แตกต่างจากเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่เน้นเพียงภาษีคาร์บอน หรือเวียดนามและมาเลเซียที่เน้นบางแง่มุม โดยร่างกฎหมายปัจจุบันประกอบด้วย 14 หมวด 205 มาตรา ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 4-5 เดือน

ไฮไลท์สำคัญของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่ หมวดที่ 2 ซึ่งกำหนดเป้าหมาย Net Zero 2050 ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของไทยจะมีความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

ไม่ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาบริหารอย่างไรนอกจากนี้ กรมฯ กำลังสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล" (Digital Infrastructure) เพื่อรองรับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวดและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

 

การเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมไทย

กฎหมายใหม่นี้จะนำเครื่องมือทางเศรษฐกิจมาใช้ ทั้งระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และภาษีคาร์บอน เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมไทย เช่น เหล็กและเหล็กกล้า สามารถนำค่าใช้จ่ายคาร์บอนที่จ่ายในประเทศไปลดหย่อนหรือชดเชยกับค่าธรรมเนียม CBAM เมื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้ ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศแทนการส่งออกไปให้ต่างชาติ

นอกจากกลุ่มอุตสาหกรรมหนักแล้ว ดร.พิรุณ ยังเตือนว่าในอนาคตอันใกล้ มาตรการเหล่านี้จะขยายไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น พลาสติกและยางพารา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้รับผลกระทบในปี 2030 ดังนั้น ธุรกิจไทยต้องปรับตัวสู่การใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อรักษาแต้มต่อในตลาดโลก

เป้าหมาย NDC 3.0 ที่ท้าทาย

ภายใต้เป้าหมาย NDC 3.0 ของปี 2035 ประเทศไทยต้องเผชิญกับภารกิจที่ยากลำบากในการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจาก 272 ล้านตัน ให้เหลือเพียง 152 ล้านตัน การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้จำเป็นต้องอาศัยกลไกจากกฎหมายใหม่เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากการดำเนินธุรกิจแบบเดิมไปสู่การลดการปล่อยก๊าซแบบสมบูรณ์ (Absolute Emission Reduction) โดยเน้น 5 เซกเตอร์หลัก ได้แก่ พลังงาน การขนส่ง อุตสาหกรรม ของเสีย และการเกษตร เพื่อป้องกันผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจสร้างความเสียหายต่อ GDP ของประเทศได้ถึง 1-1.5% หากไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง