"ความจำเป็นทางการแข่งขัน" เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 205 มาตรา เข้าสู่การพิจารณาขั้นสุดท้าย มุ่งสร้างระบบนิเวศสีเขียวที่จับต้องได้ (Affordable Green Ecosystem) พร้อมยกระดับดิจิทัลแพลตฟอร์มรองรับมาตรการ EU CBAM และกฎระเบียบการค้าโลกชุดใหม่ เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีสากล
การรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ
ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงความคืบหน้าของประเทศไทยใน งาน "TEGH Low Carbon Partnership Forum 2026" ว่าการรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นย้ำว่าโลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับความแตกแยกทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น
ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างเส้นทางการเติบโตที่ยืดหยุ่นและไม่ปล่อยให้ความผันผวนระยะสั้นมาขวางกั้นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ปัจจุบัน ความยั่งยืนได้เปลี่ยนจาก "ทางเลือก" มาเป็น "ความจำเป็นทางการแข่งขัน" (Competitive Necessity) เนื่องจากมาตรการทางภาษีและกฎระเบียบการค้าโลกอย่าง EU CBAM ของสหภาพยุโรปได้เริ่มบังคับใช้แล้ว ขณะที่ UK CBAM ของสหราชอาณาจักรจะตามมาในปี 2027 รวมถึงกฎระเบียบ EUDR ที่ว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นกำแพงภาษีสำหรับประเทศที่ไม่พร้อมปฏิบัติตามกฎใหม่
พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กฎหมายฉบับแรกในอาเซียน ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการร่าง "พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมมิติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างครบถ้วนฉบับแรกในภูมิภาคอาเซียน แตกต่างจากเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่เน้นเพียงภาษีคาร์บอน หรือเวียดนามและมาเลเซียที่เน้นบางแง่มุม โดยร่างกฎหมายปัจจุบันประกอบด้วย 14 หมวด 205 มาตรา ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 4-5 เดือน
ไฮไลท์สำคัญของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่ หมวดที่ 2 ซึ่งกำหนดเป้าหมาย Net Zero 2050 ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของไทยจะมีความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม
ไม่ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาบริหารอย่างไรนอกจากนี้ กรมฯ กำลังสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล" (Digital Infrastructure) เพื่อรองรับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวดและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
การเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมไทย
กฎหมายใหม่นี้จะนำเครื่องมือทางเศรษฐกิจมาใช้ ทั้งระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และภาษีคาร์บอน เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมไทย เช่น เหล็กและเหล็กกล้า สามารถนำค่าใช้จ่ายคาร์บอนที่จ่ายในประเทศไปลดหย่อนหรือชดเชยกับค่าธรรมเนียม CBAM เมื่อส่งออกไปยังสหภาพยุโรปได้ ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศแทนการส่งออกไปให้ต่างชาติ
นอกจากกลุ่มอุตสาหกรรมหนักแล้ว ดร.พิรุณ ยังเตือนว่าในอนาคตอันใกล้ มาตรการเหล่านี้จะขยายไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น พลาสติกและยางพารา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้รับผลกระทบในปี 2030 ดังนั้น ธุรกิจไทยต้องปรับตัวสู่การใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อรักษาแต้มต่อในตลาดโลก
เป้าหมาย NDC 3.0 ที่ท้าทาย
ภายใต้เป้าหมาย NDC 3.0 ของปี 2035 ประเทศไทยต้องเผชิญกับภารกิจที่ยากลำบากในการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจาก 272 ล้านตัน ให้เหลือเพียง 152 ล้านตัน การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้จำเป็นต้องอาศัยกลไกจากกฎหมายใหม่เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากการดำเนินธุรกิจแบบเดิมไปสู่การลดการปล่อยก๊าซแบบสมบูรณ์ (Absolute Emission Reduction) โดยเน้น 5 เซกเตอร์หลัก ได้แก่ พลังงาน การขนส่ง อุตสาหกรรม ของเสีย และการเกษตร เพื่อป้องกันผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจสร้างความเสียหายต่อ GDP ของประเทศได้ถึง 1-1.5% หากไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

