นโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคครัวเรือนของไทย ภายใต้กรอบ “Net Billing” ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อเดือนเมษายน 2569 ถูกมองว่าเป็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมที่สุดในรอบหลายปีของการผลักดันพลังงานหมุนเวียนในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์โดย "ธารา บัวคำศรี" ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors ชี้ให้เห็นว่า แม้นโยบายดังกล่าวจะมีเหตุผลรองรับในเชิงเทคนิค แต่ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการที่อาจทำให้การติดตั้งโซลาร์ในระดับมวลชนไม่เกิดขึ้นจริง
ภายใต้นโยบายนี้ รัฐบาลจะรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี กำหนดเพดานรับซื้อรวมไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ และจำกัดกำลังผลิตไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกกฎระเบียบและปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับภายในปี 2569
7 กับดักเชิงโครงสร้าง
"ธารา" ระบุ 7 กับดัก สำคัญที่อาจบั่นทอนประสิทธิภาพของนโยบาย ดังนี้
- ประการแรก คือ ข้อจำกัดด้านเพดานรับซื้อ ซึ่งกำหนดไว้ที่ 500 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1.1% ของกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งหมดของประเทศ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการขยายตัวของโซลาร์รูฟท็อปยังอยู่ในระดับจำกัด เมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือนกว่า 26 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
- ประการที่สอง คือ แรงต้านเชิงโครงสร้างจากหน่วยงานไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งมีรายได้ผูกกับการขายไฟฟ้าโดยตรง ทำให้โซลาร์รูฟท็อปกลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาทดแทนรายได้หลัก
- ประการที่สาม คือ ข้อจำกัดด้านกรอบเวลาออกกฎระเบียบ โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องจัดทำหลักเกณฑ์ภายในระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับการออกแบบกฎที่รอบด้านและลดช่องโหว่ในระยะยาว
- ประการที่สี่ คือ ปัญหาราคารับซื้อไฟฟ้าแบบคงที่ ที่กำหนดไว้ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี โดยไม่มีสูตรปรับราคา ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานในอนาคต และส่งผลต่อแรงจูงใจของผู้เข้าร่วมโครงการ
- ประการที่ห้า คือ ประเด็นความเป็นธรรมในการเข้าถึง เนื่องจากต้นทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังอยู่ในระดับ 90,000–150,000 บาทต่อระบบ ทำให้ครัวเรือนรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงได้ ขณะที่นโยบายยังไม่มีมาตรการสนับสนุนทางการเงินหรือสินเชื่อเฉพาะกลุ่ม
- ประการที่หก คือ ข้อจำกัดด้านขั้นตอนอนุญาต แม้นโยบายจะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า แต่ยังไม่ได้แก้ปัญหาคอขวดด้านการขออนุญาตติดตั้ง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โซลาร์รูฟท็อปในไทยเติบโตช้า
- ประการที่เจ็ด คือ ข้อจำกัดด้านขอบเขตนโยบาย ที่จำกัดเฉพาะภาคครัวเรือน ไม่ครอบคลุมภาคพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม ส่งผลให้ขนาดตลาดและโอกาสการขยายตัวของระบบลดลง
ช่องว่างของนโยบาย
นอกจากข้อจำกัดทั้ง 7 ประการ "ธารา" อธิบายต่อว่า นโยบาย Net Billing ของไทยยังขาดองค์ประกอบสำคัญหลายด้าน เช่น การสนับสนุนระบบกักเก็บพลังงาน การเชื่อมโยงกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การพัฒนาโซลาร์ชุมชน รวมถึงมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อลดต้นทุนอุปกรณ์
อีกทั้ง ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) และไม่มีแนวทางรองรับเมื่อโครงการถึงเพดาน 500 เมกะวัตต์แล้ว
การเปรียบเทียบกับฟิลิปปินส์ ซึ่งใช้ระบบ Net Billing ในลักษณะใกล้เคียงกัน พบว่า แม้จะมีความถูกต้องในเชิงเทคนิค แต่กลับไม่สามารถผลักดันการติดตั้งในวงกว้างได้ โดยในช่วง 4 ปีแรกของการดำเนินนโยบาย มีกำลังผลิตติดตั้งเพียง 8.2 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับ 895.5 เมกะวัตต์ภายใต้ระบบ Feed-in Tariff
ขณะที่นโยบายของไทยมีข้อจำกัดมากกว่า ทั้งในด้านขนาดเป้าหมาย ขอบเขตผู้เข้าร่วม และมาตรการสนับสนุน
จุดเริ่มต้นหรือพลาดโอกาส
"ธารา" ชี้ว่า แม้มติ กพช. ครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญของนโยบายพลังงานหมุนเวียนไทย แต่ยังไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระดับโครงสร้าง หากไม่มีมาตรการเสริม เช่น การลดต้นทุนการติดตั้ง การพัฒนาสินเชื่อสีเขียว การปรับปรุงกระบวนการอนุญาต และการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ช่วงเวลาจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นกำหนดออกกฎระเบียบ จะเป็นจุดชี้ขาดว่านโยบายนี้จะสามารถแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างได้หรือไม่ และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายโซลาร์รูฟท็อปในประเทศไทย หรือกลายเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในวงกว้าง

