สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จัดงานเสวนาหัวข้อ “จากฝุ่นสู่ความเสี่ยง : บทบาทประกันภัยในยุค PM 2.5” เพื่อสะท้อนภาพสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ ที่ส่งผลกระทบเชื่อมโยงทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชน โดยมุ่งเน้นการผลักดันให้ภาคธุรกิจประกันภัยปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้จ่ายค่าสินไหมทดแทน สู่การเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการและป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า
"ชูฉัตร ประมูลผล" เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า ในอดีตคนส่วนใหญ่อาจมองว่าปัญหาฝุ่นละอองเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วไป แต่ปัจจุบันสถานการณ์ได้ทวีความรุนแรงจนเข้าใกล้ตัวเราอย่างมาก
สถานการณ์ PM 2.5 ในปัจจุบันไม่ใช่แค่ปัญหาเชิงสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบ ที่ส่งผลกระทบลูกโซ่เชื่อมโยงทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของคนทั้งประเทศ ซึ่งทางนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมถึงขั้นเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "หายนะทางสิ่งแวดล้อม
วิกฤติสุขภาพและข้อจำกัดในการป้องกัน
เลขาธิการ คปภ. ได้หยิบยกข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า การสัมผัสฝุ่น PM 2.5 เป็นเวลานาน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดสูงถึง 1.4 เท่า แม้บุคคลนั้นจะไม่สูบบุหรี่ก็ตาม ฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้ยังเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ สมอง และโรคไต
"จังหวัดเชียงใหม่ที่เคยถูกจัดอันดับเป็นเมืองที่มีมลพิษสูงสุดอันดับ 1 ของโลก โดยมีค่า PM 2.5 สูงกว่า 400 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานของ WHO หลายสิบเท่า"
แม้จะมีการออกมาตรการเชิงโครงสร้างหรือการขอความร่วมมือจากประชาชน แต่ปัญหาสำคัญคือฝุ่นที่ลอยข้ามมาจากชายแดน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมและป้องกันได้ยากมาก
ยุทธศาสตร์และ Roadmap ของ คปภ. (ปี 2567-2569)
"ชูฉัตร" อธิบายว่า คปภ. ได้วางกำหนดการขับเคลื่อนบทบาทประกันภัยในการรับมือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้
- ปี 2567: ออกแนวปฏิบัติให้บริษัทประกันภัยเริ่มจัดการเรื่องความเสี่ยงจาก PM 2.5
- ปี 2568: คัดเลือกบริษัทประกันภัยต้นแบบเพื่อเป็นผู้นำตลาดในการจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม
- ปี 2569: บรรจุประเด็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและ PM 2.5 เข้าไปใน "แผนพัฒนาธุรกิจประกันภัย ฉบับที่ 5" อย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนั้น กำหนดให้บริษัทประกันภัยต้องรายงานการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมผ่านกรอบ ORSA (Own Risk and Solvency Assessment) ต่อ คปภ. ทุก 6 เดือน เพื่อใช้เป็นดัชนีชี้วัดหลัก (KPI) ของธุรกิจประกันภัย
การปรับบทบาทธุรกิจประกันภัยสู่เชิงรุก
"ชูฉัตร" กล่าวด้วยว่า ต้องเปลี่ยนภาพลักษณ์ของบริษัทประกันภัยจากการเป็นเพียง "ผู้จ่ายสินไหม" ไปสู่กลไกหลักในการบริหารความเสี่ยงของสังคมผ่าน 3 แนวทางหลัก
- Prevention and Wellness: ส่งเสริมพฤติกรรม "ดูแลก่อนเสี่ยง เสริมสุขก่อนป่วย" แทนที่จะรอให้เกิดโรคแล้วค่อยเยียวยา
- Product Design: นำแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) มาใช้อย่างแท้จริงผ่านการออกแบบกรมธรรม์และเงื่อนไขความคุ้มครองที่จูงใจให้คนลดความเสี่ยง
- Data Driven: ใช้ข้อมูลสถานการณ์ความเสี่ยงมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์วิกฤติฝุ่นรูปแบบใหม่ ๆ
เริ่มต้นที่ "ตนเอง" และความรับผิดชอบร่วมกัน
"ชูฉัตร" เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากทุกคนเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การประหยัดพลังงาน ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้สูงขึ้น หรือปิดอุปกรณ์เมื่อไม่ใช้งาน
"คปภ. สามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้มากกว่า 70% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาจากการปฏิบัติตามนโยบายประหยัดพลังงานอย่างเข้มงวด เพื่อเป็นแบบอย่างในการลดมลพิษจากต้นทาง"
เปิดสถิติความเสียหาย
ต้นทุนมหาศาลที่ซ่อนอยู่ ด้าน "รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช" จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลเชิงวิชาการที่น่ากังวลว่า คุณภาพอากาศของประเทศไทยมีแนวโน้มแย่ลงอย่างต่อเนื่อง โดยอันดับด้าน PM 2.5 ตกลงจากอันดับที่ 88 ของโลกในปี 2563 มาอยู่ที่อันดับ 151 ในปีล่าสุด ขณะที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับค่าฝุ่นที่เกินมาตรฐาน WHO ยาวนานถึง 6-7 เดือนต่อปี
จากการศึกษาพบว่า มูลค่าความเสียดายทางเศรษฐกิจจากฝุ่น PM 2.5 นั้นมหาศาล โดยในปี 2566 มีมูลค่าสูงถึง 2.06 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 11-12% ของ GDP ความเสียหายนี้นับรวมทั้งต้นทุนทางสุขภาพ การสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และต้นทุนในการป้องกันตนเอง เช่น เครื่องฟอกอากาศและหน้ากากอนามัย
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจประกันภัย
"รศ.ดร.วิษณุ" ชี้ให้เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทประกันภัยจ่ายในปัจจุบันเป็นเพียง "ยอดของภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น ฝุ่น PM 2.5 กระทบต่อธุรกิจประกันในหลายมิติ
- ประกันสุขภาพและชีวิต: จำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเรื้อรังเพิ่มขึ้น นำไปสู่การเคลมประกันที่ถี่และสูงขึ้น
- ประกันกลุ่ม: พนักงานเจ็บป่วยบ่อยขึ้น กระทบต่อผลิตภาพขององค์กร
- ประกันวินาศภัย: กระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว อีเวนต์กลางแจ้ง และมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เสี่ยง
ความท้าทายสำคัญคือ PM 2.5 เป็นความเสี่ยงที่กระจายตัวได้ยาก เพราะเมื่อเกิดปัญหาจะกระทบต่อผู้คนในวงกว้างพร้อมกันในพื้นที่เดียว ทำให้หลักการกระจายความเสี่ยงแบบเดิมทำได้ลำบาก
ข้อเสนอแนะและทางออกเชิงโครงสร้าง
เพื่อรับมือกับวิกฤตินี้ "รศ.ดร.วิษณุ" ได้เสนอแนวทาง 5 ข้อสำหรับภาคประกันภัย ดังนี้
- สนับสนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด: เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นทางและลดภาระค่าสินไหมในระยะยาว
- จัดทำฐานข้อมูลค่าสินไหม: เชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการวิจัยและประเมินพื้นที่เสี่ยง
- พัฒนาแผนที่ความเสี่ยง: เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเบี้ยประกันและแจ้งเตือนประชาชน
- ออกแบบผลิตภัณฑ์จูงใจ: สร้างสิทธิประโยชน์สำหรับผู้เอาประกันที่ดูแลสุขภาพและป้องกันความเสี่ยงจากฝุ่น
- ยกระดับบทบาทสู่เชิงรุก: เปลี่ยนจากการรอจ่ายสินไหมเป็นการส่งเสริมพฤติกรรม "เสริมสุขก่อนป่วย"

