วิกฤตพลังงานที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญในเวลานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น แต่คือสภาวะความไม่แน่นอนที่ยากจะคาดการณ์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวเร่งให้ธุรกิจต้องทบทวนว่านี่คือ “บริบทใหม่” ของการแข่งขันที่กฎเกณฑ์เดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป หลายองค์กรเริ่มพบว่าการวางแผนทำได้ยากขึ้น ไม่ใช่เพราะขาดแคลนวัตถุดิบ แต่คือสภาวะที่มีวัตถุดิบแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ทันเวลา เนื่องจากราคาและระยะเวลาการส่งมอบผันผวนจนไร้แบบแผนชัดเจน
พลังงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่แฝงอยู่ในโครงสร้างต้นทุนทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบจนถึงการขนส่ง เมื่อเกิดวิกฤต แรงกระทบจะส่งผ่านทั้งระบบจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค และย้อนกลับมาสร้างแรงกดดันที่ต้นทางอีกครั้ง กระทบทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์พร้อมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิม เช่น การเพิ่มสินค้าคงคลังหรือการกระจายแหล่งซื้อ อาจกลายเป็นความเปราะบางเชิงโครงสร้าง เพราะระยะเวลาส่งมอบที่ยาวขึ้นหมายถึงเงินทุนหมุนเวียนที่จมอยู่ในระบบโดยไม่รู้ตัว และความซับซ้อนที่บั่นทอนความคล่องตัว องค์กรจึงต้องเปลี่ยนมุมมองจากการควบคุมต้นทุนไปสู่การออกแบบระบบที่รับมือกับความไม่แน่นอนได้จริง
บทบาทของฝ่ายจัดซื้อต้องเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นส่วนงานที่พบสัญญาณความเปลี่ยนแปลงก่อนใคร ความท้าทายจึงไม่ใช่การต่อรองราคาให้ถูกที่สุด แต่คือการตรวจพบความเคลื่อนไหวล่วงหน้าและเชื่อมโยงข้อมูลให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ทันการณ์ โดยแนวทางการปรับตัวในระยะสั้น คือการปรับแนวทางการทำสัญญา (Contract Redesign) โดยเฉพาะในส่วนงานขนส่งที่มีต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยหลัก การเปลี่ยนจากการล็อกราคาตายตัวไปสู่การใช้สูตรปรับราคา (Adjustment Formula) ที่โปร่งใสและยุติธรรม จะช่วยลดความขัดแย้งและบริหารกระแสเงินสดร่วมกับคู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากการจัดการเรื่องราคา การยกระดับประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน เช่น การเพิ่มอัตราการบรรทุกสินค้าให้เต็มพิกัด หรือการปรับเส้นทางขนส่งใหม่เพื่อลดต้นทุนรวมอย่างยั่งยืน วิกฤตนี้ยังเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ที่ช่วยคัดกรองคู่ค้าที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับองค์กร ข้อมูลจากการทำงานในช่วงยากลำบากจะเผยให้เห็นทัศนคติของคู่ค้าอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่พร้อมพัฒนาศักยภาพไปพร้อมกัน
ในระยะกลางและระยะยาว องค์กรต้องวางระบบวัดผลที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิต (Energy Intensity) และการออกแบบโซ่อุปทานให้รองรับความไม่แน่นอนได้ตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านการศึกษาแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศและนำมาตรฐานความยั่งยืนมาปรับใช้ เพื่อให้ทั้งระบบนิเวศทางธุรกิจเกิดการเรียนรู้และเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านจากการใช้อำนาจต่อรองราคาไปสู่การสร้างความร่วมมือเชิงลึก จะเป็นรากฐานสำคัญที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เลียนแบบได้ยาก
เป้าหมายหลักของงานจัดซื้อในวันนี้ คือการสร้างระบบที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดมีความมั่นคงและอยู่รอดได้จริง ท่ามกลางโลกที่ความมั่นคงและความยืดหยุ่นมีความสำคัญไม่แพ้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าหลังจากนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความคุ้มค่าด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือการปรับตำแหน่งธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นและเท่าทันต่อสถานการณ์โลก ซึ่งจะเป็นปัจจัยตัดสินที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
*บทความนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง SET ESG Experts Pool และ SET ESG Academy ในการนำเสนอประเด็น ESG ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนของไทย
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://s.setth.org/ik4


