เวทีรับฟังเสียงสาธารณะ ‘กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับไหนต้องไปต่อ: เสียงประชาชนถึงรัฐสภาชุดใหม่ในกรอบเวลา 60 วัน’ ซึ่งจัดโดยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT) "รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม" จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เรียกร้องให้รัฐสภาเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ชี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างสังคมและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์
อากาศสะอาด: สิทธิขั้นพื้นฐานที่รอไม่ได้
"รศ.ดร.คนึงนิจ" เน้นย้ำว่ากฎหมายอากาศสะอาดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความเป็นมนุษย์โดยตรง เนื่องจากมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ หรือภาคประชาชน ต่างมีความจำเป็นต้องหายใจเอาอากาศสะอาดเข้าร่างกาย
"กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมายทั่วไป แต่เป็นวิศวกรรมสังคมที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาบนฐานความจริงของสังคม ไม่ใช่เพียงแค่วิศวกรรมทางการเมือง ที่มองผ่านเลนส์ของผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น"
ความกังวลต่อเส้นตาย 60 วัน และบทบาทภาคประชาชน
ร่างกฎหมายฉบับนี้มีที่มาจากการริเริ่มโดยภาคประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งใช้เวลากว่า 7-8 ปีในการขับเคลื่อนและรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 20,000 รายชื่อ
อย่างไรก็ตาม มีความกังวลเกี่ยวกับกรอบเวลา 13 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 60 วันที่รัฐบาลต้องยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ต่อรัฐสภา
"รศ.ดร.คนึงนิจ" ระบุถึงฉากทัศน์ที่น่ากังวล หากรัฐสภาไม่เห็นชอบร่างฉบับประชาชน หรือมีการนำร่างของรัฐบาลและพรรคการเมืองไปพิจารณาโดยตัดภาคประชาชนออกจากการเป็นกรรมาธิการ ซึ่งอาจส่งผลให้เนื้อหาสำคัญของกฎหมายถูกปรับแต่งจนขาดเจตนารมณ์ดั้งเดิมในการแก้ไขปัญหาที่ต้นต
ก้าวข้ามการจัดการมลพิษ สู่การสร้างระบบนิเวศใหม่
หลักการสำคัญของร่างกฎหมายที่เครือข่ายอากาศสะอาดนำเสนอ คือการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดเดิมที่เน้นเพียงการควบคุมมลพิษ ไปสู่การบริหารจัดการอากาศสะอาด
- เครื่องมือทางนโยบาย: บูรณาการกฎหมายเข้ากับแผนนโยบายรัฐที่กระจัดกระจาย เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการฟอกเขียว (Green Washing)
- เครื่องมือทางสังคม: สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันและสร้างความเข้มแข็งให้กับการเมืองภาคประชาชนและการเมืองสีเขียวนอกสภา
- มาตรฐานสากล: กฎหมายฉบับนี้ได้รับการยอมรับจากอดีตผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าเป็นกฎหมายที่สถาปนาสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม และใช้กลไกที่ทันสมัย
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
"รศ.ดร.คนึงนิจ" ระบุว่า ความล่าช้าในการออกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพเปรียบเสมือนการปล่อยให้สังคมนั่งอยู่บน “ระเบิดเวลาของปัญหาเชิงโครงสร้าง”
- ประชาชน: จะได้รับความคุ้มครองทางสุขภาพและลดอัตราการตายก่อนวัยอันควรจาก PM 2.5
- ภาครัฐ: จำเป็นต้องปฏิรูปองค์กรและบูรณาการการทำงานที่เคย “เบี้ยหัวแตก” ให้เป็นเอกภาพมากขึ้น
- ภาคธุรกิจ: ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียวภายใต้กฎเกณฑ์ที่มีทั้งมาตรการจูงใจและบทลงโทษ
"ถ้าตราบใดที่มนุษย์ยังต้องหายใจ สิ่งที่ต้องหายใจคืออากาศสะอาด กฎหมายนี้จึงฆ่าไม่ตายเพราะเป็นเรื่องจริงที่เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ นักการเมืองควรเปิดใจเรียนรู้และกล้าที่จะล้วงลึกลงไปแก้ไขปัญหาระดับรากฐานแทนการวนอยู่ในอ่างของปัญหาเดิม ๆ"
กรมควบคุมมลพิษขานรับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด
ด้าน "เชาว์ลิต แจ้งอักษร" ผู้อำนวยการส่วนพัฒนากฎหมาย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ยืนยันว่า ภาครัฐเห็นชอบในหลักการของร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่มีความทันสมัยและครอบคลุมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศในทุกมิติ
ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหารวม 273 มาตรา แบ่งเป็น 10 หมวด ซึ่งได้รับคำชื่นชมจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ว่าเป็นร่างกฎหมายที่ดีมาก โครงสร้างสำคัญประกอบด้วยคณะกรรมการถึง 5 ชุด ตั้งแต่ระดับนโยบาย กำกับดูแล วิชาการ มาตรการเชิงเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอากาศสะอาดในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ และมาตรฐานเพื่อสวัสดิภาพ ซึ่งประยุกต์มาจากมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา เพื่อดูแลครอบคลุมไปถึงสวัสดิภาพของสัตว์และการใช้ชีวิตของประชาชนในอนาคต
บทลงโทษสุดเข้ม ปรับสูงสุด 100 ล้านบาท
ไฮไลท์สำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือการกำหนดโทษปรับทางปกครองที่รุนแรง โดย "เชาว์ลิต" อธิบายว่า ขั้นแรก หากพบการระบายมลพิษเกินมาตรฐาน มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท ขั้นต่อมา หากเจ้าพนักงานมีคำสั่งให้แก้ไขแล้วแต่ยังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะมีโทษปรับเพิ่มอีกไม่เกิน 100 ล้านบาท
การกำหนดโทษปรับที่สูงเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงและสร้างความเกรงกลัวต่อการกระทำผิดกฎหมาย
ที่น่าสนใจคือ กฎหมายฉบับนี้ขยายความรับผิดไปถึงสถาบันการเงิน ที่ปล่อยกู้ให้กับโครงการหรือกิจการที่ไม่ผ่านเกณฑ์ด้านอากาศสะอาดและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย
จัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
สำหรับข้อกังวลเรื่องการจัดการเงินค่าปรับ "เชาว์ลิต" ชี้แจงว่าเงินที่ได้จากการปรับผู้กระทำผิดจะไม่ได้ส่งเข้าคลังจังหวัดโดยตรง แต่จะถูกนำเข้า “กองทุนอากาศสะอาด” กองทุนนี้จะถูกนำมาใช้ในวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เช่น การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ การสนับสนุนการดำเนินคดีสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรเงินที่ได้จากการลงโทษผู้ก่อมลพิษจะถูกนำกลับมาฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด
สถานะปัจจุบันและผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภา (สว.) โดยครอบคลุมการควบคุมมลพิษจากหลายเซกเตอร์ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ป่าไม้ เมือง และมลพิษข้ามพรมแดน
- ภาคประชาชน: จะได้รับการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงอากาศสะอาดผ่านคณะกรรมการระดับจังหวัดและการจัดการในระดับพื้นที่
- ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม: ต้องปรับตัวตามมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นและเผชิญกับบทลงโทษที่สูงหากฝ่าฝืน
- ภาคการเงิน: ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนการอนุมัติสินเชื่อ
- ภาครัฐ: มีกลไกทางกฎหมายที่บูรณาการการทำงานร่วมกันผ่านระบบคณะกรรมการและกองทุนเฉพาะด้าน
แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับระยะเวลาในชั้นนิติบัญญัติ แต่ "เชาว์ลิต" ยืนยันว่ากรมควบคุมมลพิษและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ประชาชนเฝ้ารอเพื่อแก้ไขวิกฤตฝุ่นควันอย่างยั่งยืน
ให้อำนาจคณะกรรมการจังหวัด-เจ้าพนักงานอากาศ
"เชาว์ลิต" ระบุว่า ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับนี้ เมื่อมีการประกาศให้พื้นที่ใดเป็นเขตเฝ้าระวังหรือเขตประสบมลพิษทางอากาศ คณะกรรมการจังหวัดซึ่งมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นประธาน และประกอบด้วยภาคประชาชนในพื้นที่ จะมีอำนาจเต็มในการสั่งการให้หยุดประกอบกิจการ หรือหยุดการกระทำใด ๆ ที่ก่อให้เกิดมลพิษได้ทันที
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังได้กำหนดตำแหน่งเจ้าพนักงานอากาศสะอาด ซึ่งสามารถแต่งตั้งได้จากข้าราชการในส่วนภูมิภาคหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่น เพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอการสั่งการจากคณะกรรมการจังหวัดเพียงอย่างเดียว หากพบว่าสถานประกอบการหรืออุตสาหกรรมใดระบายมลพิษเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เจ้าพนักงานสามารถดำเนินการลงโทษได้ทันที


