ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงแตะ 35-40 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ของประเทศ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ได้ส่งผลเพียงความไม่สบายตัวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพกลางแจ้ง ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย
“วันแรงงาน” วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เสียงเรียกร้องให้ยกระดับความปลอดภัยในการทำงานท่ามกลางสภาพอากาศสุดขั้วจึงดังขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า ภาครัฐและนายจ้างจะมีมาตรการรองรับอย่างไร เพื่อไม่ให้แรงงานต้อง “เอาชีวิตเข้าแลกกับแดด”
สถิติชี้ ความร้อนคร่าชีวิต "แรงงานกลางแจ้ง"
ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กรมควบคุมโรค และกองระบาดวิทยา ประจำปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อนรวม 182 ราย โดยมากกว่าร้อยละ 53.3 เป็นกลุ่มแรงงานกลางแจ้ง เช่น ทหาร และแรงงานรับจ้างทั่วไป
ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อนอยู่ที่ 21 ราย โดยกลุ่ม "อาชีพรับจ้าง” มีสัดส่วนการเสียชีวิตสูงสุดถึงร้อยละ 28.5 สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของแรงงานที่ต้องเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน
ด้านสาธารณสุขเตือนว่า เมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส ร่างกายจะเริ่มระบายความร้อนได้ยากขึ้น เสี่ยงต่อภาวะ “ฮีทสโตรก” (Heat Stroke) ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
เปิดกลุ่มอาชีพเสี่ยงแดด
แรงงานกลางแจ้งในเขตเมืองกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ 5 กลุ่มอาชีพหลัก ได้แก่
- แรงงานก่อสร้างและรับจ้างทั่วไป ที่ต้องใช้แรงกายหนักกลางแดดต่อเนื่องตลอดวัน
- ไรเดอร์ส่งอาหารและวินจักรยานยนต์ ที่เผชิญทั้งความร้อนจากแสงแดดและพื้นถนน รวมถึงมลพิษทางอากาศ
- พนักงานกวาดถนนและเก็บขยะ ที่ต้องทำงานท่ามกลางความร้อนและความเสี่ยงด้านสุขอนามัย
- ช่างซ่อมบำรุง (ไฟฟ้า/อินเทอร์เน็ต) ที่ทำงานในพื้นที่เปิดโล่งหรือที่สูง รับรังสีความร้อนโดยตรง
- พ่อค้าแม่ค้าริมทาง (สตรีทฟู้ด) ที่ต้องเผชิญความร้อนซ้อนจากทั้งอากาศและเตาปรุงอาหาร
กลุ่มอาชีพเหล่านี้ถูกจัดเป็นกลุ่มเปราะบาง ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเมืองใหญ่
“ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ยกระดับนโยบายแรงงาน
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เสนอแนวทาง “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เพื่อรับมือวิกฤติคลื่นความร้อนเชิงโครงสร้าง ภายใต้กรอบแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) โดยเน้น 2 มิติหลัก ได้แก่
1. สาธารณสุขและอาชีวอนามัย
- ผลักดัน “กฎพักหลบร้อน” กำหนดเวลาพักในที่ร่ม และจัดน้ำดื่มสะอาดเพียงพอ
- พัฒนาระบบแจ้งเตือนดัชนีความร้อน (Heat Alert) ส่งตรงถึงแรงงานและสถานประกอบการ
- เสริมศักยภาพระบบสาธารณสุขฉุกเฉิน และอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้น
2. การออกแบบเมืองและความมั่นคงของมนุษย์
- ขยาย “จุดพักคลายร้อน” (Cooling Centers) และจุดบริการน้ำดื่มในพื้นที่สาธารณะ
- ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island) ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
- จัดทำกลไกเยียวยาและสวัสดิการรองรับแรงงานในวันที่สภาพอากาศวิกฤติ
TEI ยังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “Urban Heat Resilience” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความร้อนในเมือง โดยผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ นโยบาย และการออกแบบเมืองอย่างยั่งยืน
โครงการดังกล่าวมุ่งสร้างความเข้าใจความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน และนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เสริมความยืดหยุ่นให้กับเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนอย่างชัดเจน
ท่ามกลางสถานการณ์โลกเดือด การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่จำเป็นสำหรับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะแรงงาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ในวันแรงงานปีนี้ ข้อเรียกร้องสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการยกย่อง แต่คือการลงมือปกป้องชีวิตของผู้ใช้แรงงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การทำงานภายใต้แสงแดดที่ร้อนระอุ ไม่ต้องแลกมาด้วยสุขภาพ หรือแม้กระทั่งชีวิตอีกต่อไป


