วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม 2569

Login
Login

60 วันชี้ชะตา ร่าง พ.ร.บ. PRTR ประชาชนจี้รัฐสานต่อ เปิดข้อมูลมลพิษสู่สาธารณะ

60 วันชี้ชะตา ร่าง พ.ร.บ. PRTR ประชาชนจี้รัฐสานต่อ เปิดข้อมูลมลพิษสู่สาธารณะ

“กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับไหนต้องไปต่อ” เป็นคำถามสำคัญที่ถูกส่งตรงจากภาคประชาชนถึงรัฐสภาชุดใหม่ ภายใต้กรอบเวลาเร่งด่วน 60 วัน ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT) เปิดเวทีชวนสังคมร่วมจับตาและทวงถามความคืบหน้าของ 5 ร่างพระราชบัญญัติด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่ยังค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ

หนึ่งในกฎหมายสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ ร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกหลักในการยกระดับความโปร่งใสด้านข้อมูลมลพิษ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตั้งคำถามต่อฝ่ายนิติบัญญัติว่า จะเดินหน้าผลักดันกฎหมายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงได้ทันต่อวิกฤตหรือไม่ในช่วงเวลาที่จำกัด

ชูหลักการ "สิทธิที่จะได้รับรู้"

“อมรินทร์ สายจันทร์” นักกฎหมายและผู้ช่วยผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. PRTR ฉบับนี้เป็นการรวมพลังของภาคีเครือข่าย อาทิ มูลนิธิบูรณิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และ Greenpeace รวมถึงประชาชนที่ร่วมกันเข้าชื่อกว่า 12,000 คน โดยในวาระแรกได้รับความเห็นชอบอย่างท่วมท้นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกว่า 400 เสียง และผ่านชั้นกรรมาธิการวิสามัญแล้ว แต่ต้องชะงักลงเนื่องจากอุบัติเหตุทางการเมือง

ร่างกฎหมายฉบับนี้ มีสาระสำคัญคือการสร้างระบบฐานข้อมูลกลางที่กำหนดให้แหล่งกำเนิดมลพิษ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ต้องรายงานชนิดและปริมาณของสารเคมีหรือมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม (อากาศ น้ำ ดิน) รวมถึงการเคลื่อนย้ายออกนอกสถานประกอบการ

แม้ปัจจุบันไทยจะมีกฎหมายที่กำหนดให้โรงงานรายงานข้อมูลมลพิษอยู่บ้าง แต่ข้อมูลเหล่านั้นยังกระจัดกระจายและประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย กฎหมายนี้จะทำให้ประชาชนรู้ว่าในพื้นที่ของตนเองมีสารเคมีหรือมลพิษอะไรบ้างที่ถูกปล่อยออกมา ระบบนี้จะครอบคลุมสารเคมีกว่า 100 ชนิดตามมาตรฐานสากล

"มันไม่ควรจะต้องตกไป กฎหมายที่เกิดจากการที่ประชาชน 12,000 รายชื่อรอให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด ไม่มีความจำเป็นที่ต้องย้อนกลับไปเริ่มวาระหนึ่งใหม่ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองโอกาสและทรัพยากร รัฐบาลต้องยืนยันร่างเดิมเพื่อให้เดินหน้าต่อได้ทันที”

60 วันชี้ชะตา ร่าง พ.ร.บ. PRTR ประชาชนจี้รัฐสานต่อ เปิดข้อมูลมลพิษสู่สาธารณะ

ผลกระทบและประโยชน์

“อมรินทร์” อธิบายว่า  การมีกฎหมาย PRTR จะส่งผลเชิงบวกต่อทุกภาคส่วน ดังนี้

  • ภาคประชาชน: มีสิทธิที่จะได้รับรู้ข้อมูลความเสี่ยงในพื้นที่ เพื่อประเมินผลกระทบต่อสุขภาพและวางแผนรับมือหากเกิดอุบัติภัยทางสารเคมี
  • ภาครัฐ: มีฐานข้อมูลกลางที่หน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม สามารถเข้าถึงและใช้ร่วมกันเพื่อวางแผนนโยบาย จัดสรรงบประมาณ และจัดการมลพิษได้อย่างตรงจุด
  • ภาคธุรกิจ: ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีที่สะอาดขึ้นเพื่อลดการปล่อยมลพิษ ซึ่งจะแสดงผลผ่านสถิติที่ชัดเจนในระบบ สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคและคู่ค้า

“การผลักดัน PRTR ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการนำประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีระบบ PRTR ในกฎหมายของตนเอง

ปัจจุบันมีกว่า 50 ประเทศทั่วโลกที่ใช้งานระบบนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา (ระบบ TRI) ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป เพื่อเป็นกลไกสร้างความโปร่งใสในการจัดการมลพิษ โดย PRTR จะเป็นฐานข้อมูลที่ช่วยในการวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดรับภาระมลพิษมากเกินไปหรือไม่ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน"

ความกังวลในทางปฏิบัติ

ด้าน “เชาว์ลิต แจ้งอักษร” ผู้อำนวยการส่วนพัฒนากฎหมาย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ในฐานะตัวแทนภาครัฐ กล่าวว่า ขณะนี้ทางกรมควบคุมมลพิษได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการยกร่างกฎหมาย PRTR ในชั้นกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร โดยหลักการสำคัญของ PRTR คือการสร้างชุดข้อมูลเกี่ยวกับการปลดปล่อยสารเคมีและมลพิษจากแหล่งกำเนิด ทั้งในรูปแบบจุดที่แน่นอน เช่น โรงงานอุตสาหกรรม และแหล่งกำเนิดที่เคลื่อนที่ได้ เช่น ยานพาหนะ

แม้กรมควบคุมมลพิษจะเห็นด้วยและรับหลักการของกฎหมายฉบับนี้ แต่ยังมีความกังวลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการกำหนดประเภทแหล่งกำเนิดที่ต้องรายงานข้อมูล ซึ่งอาจกลายเป็นภาระและเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (SME) ที่ต้องจดทะเบียนกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

“การรายงานข้อมูลไม่ได้ทำได้ง่ายเลย อาจต้องเป็นภาระกับผู้ประกอบการที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น รวมถึงภาคเอกชนยังมีประเด็นเรื่องความลับทางการค้า เพราะการรายงานสารเคมีและกระบวนการผลิตอาจกระทบต่อสูตรลับหรือข้อมูลส่วนบุคคลของเขา”

60 วันชี้ชะตา ร่าง พ.ร.บ. PRTR ประชาชนจี้รัฐสานต่อ เปิดข้อมูลมลพิษสู่สาธารณะ

แก้ปมข้อกังวลเอกชนและเกษตรกร

“เชาว์ลิต” กล่าวด้วยว่า นอกจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว กฎหมายดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงภาคเกษตรกร ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างมากในชั้นกรรมาธิการ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรอาจยังขาดความรู้และความเข้าใจในการรายงานการปลดปล่อยสารมลพิษไปยังท้องถิ่นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลมายังกรมควบคุมมลพิษ

ทั้งนี้ ในอนาคตหากมีการบังคับใช้กฎหมาย PRTR กรมควบคุมมลพิษจำเป็นต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่นในการกำกับดูแล เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการดูแลพื้นที่เกษตร และกรมการขนส่งทางบกในการกำกับดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษจากยานพาหนะ เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน ร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควบคู่ไปกับกฎหมายสำคัญอื่น ๆ เช่น พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ระบบฐานข้อมูลเปิดเผยและโปร่งใส

ในประเด็นคำถามเรื่องการเปิดเผยข้อมูล และปัญหาเรื่องความลับทางการค้า “เชาว์ลิต” ชี้แจงถึงแนวทางการดำเนินงานว่า ในร่างกฎหมายที่ภาคประชาชนนำเสนอนั้นได้มีการระบุหลักการไว้อย่างชัดเจน แต่รายละเอียดเชิงลึกจะถูกกำหนดในกฎหมายลำดับรองอีกครั้ง โดยเฉพาะการระบุประเภทของสารเคมีที่ต้องรายงาน ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

"เราต้องยอมรับว่าการออกกฎหมายที่บังคับใช้กับบุคคลทั่วไปต้องมีการรับฟังความคิดเห็น ทั้งจากภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อมาคุยกันว่าสารเคมีประเภทไหน หรือกระบวนการผลิตอย่างไรที่ต้องเปิดเผย ซึ่งในร่างกฎหมายปัจจุบันได้เขียนรองรับการเปิดเผยข้อมูลไว้เรียบร้อยแล้ว"

การขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ. PRTR ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปการจัดการสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจและสร้างความเชื่อมั่นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว