วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ม้าป่าสายพันธุ์สุดท้ายของโลก อาศัยในเชอร์โนบิล ปรับตัวให้เข้ากับเมืองร้าง ปลอดภัยจากรังสี

ม้าป่าสายพันธุ์สุดท้ายของโลก อาศัยในเชอร์โนบิล ปรับตัวให้เข้ากับเมืองร้าง ปลอดภัยจากรังสี

ผ่านมาแล้ว 40 ปี นับตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลเมื่อวันที่ 26 เมษายน 1986 ซึ่งส่งผลให้รังสีแพร่กระจายไปทั่วยุโรปและบีบให้ผู้คนนับแสนต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างถาวร ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้ยังคงเป็นเขตอันตรายเกินกว่าที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าธรรมชาติและสัตว์ป่าได้เริ่มทวงคืนพื้นที่และเปลี่ยนภูมิประเทศที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีให้กลายเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้ตั้งใจ

เขตยกเว้นเชอร์โนบิล (CEZ) ครอบคลุมพื้นที่รัศมีประมาณ 30 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า ซึ่งมีขนาดใหญ่พอ ๆ กับประเทศลักเซมเบิร์ก พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้างให้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ในความรกร้างนั้นกลับเต็มไปด้วยชีวิตที่หลากหลายที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าอัศจรรย์

 

การกลับมาของม้าป่าเพรเซวาลสกี

ในเขตยกเว้นเชอร์โนบิล มีสัตว์อาศัยอยู่ด้วยกันหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ “ม้าเปรวาสกี” (Przewalski's horse) ม้าป่าแท้ ๆ สายพันธุ์สุดท้ายของโลก ถูกตั้งชื่อตาม นิโคไล เปรวาสกี ชาวรัสเซียผู้ค้นพบพวกมัน  ม้าเหล่านี้มีความแตกต่างจากม้าทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะมีโครโมโซม 33 คู่ ในขณะที่ม้าบ้านมีเพียง 32 คู่เท่านั้น 

รูปร่างของม้าเปรวาสกีจะเตี้ยล่ำ มีสีทราย และมีแผงคอที่ตั้งตรง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้พวกมันสามารถทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรงในป่าได้เป็นอย่างดี อาศัยอยู่ทั่วยุโรปและเอเชียกลาง แต่ถูกมนุษย์ล่าอย่างหนัก จนเหลืออาศัยเพียงแค่มองโกเลีย จีน และคาซัคสถาน

ม้าป่าสายพันธุ์สุดท้ายของโลก อาศัยในเชอร์โนบิล ปรับตัวให้เข้ากับเมืองร้าง ปลอดภัยจากรังสี

ม้าเปรวาสกี 36 ตัว ถูกนำมาปล่อยไว้ที่นี่เมื่อปี 1998 เพื่อทดลองอนุรักษ์สายพันธุ์ ปัจจุบันประชากรม้าเปรวาสกีในเขตเชอร์โนบิลได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 140 ตัว พวกมันอาศัยอยู่อย่างอิสระในพื้นที่ป่าและทุ่งหญ้าที่ปนเปื้อนรังสี และขยายอาณาเขตไปยังเขตสงวนทางนิเวศวิทยาเชิงรังสีแห่งรัฐโปเลเซียของเบลารุส

ม้าเหล่านี้ปรับตัวได้การใช้ประโยชน์จากสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์ทิ้งร้างไว้ เช่น โรงนาและอาคารเก่า ๆ เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยจากสภาพอากาศเลวร้ายและแมลงรบกวน กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าเผยให้เห็นว่าพวกมันมักเข้าไปพักผ่อนและนอนหลับภายในอาคารเหล่านี้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน

เจมส์ บีสลีย์ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย กล่าวว่าม้าป่าเหล่านี้อาจใช้เวลาอยู่ในอาคารร้างนานกว่าห้าชั่วโมงต่อครั้ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่พบในถิ่นที่อยู่เดิมของพวกมันในมองโกเลีย พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเรียนรู้และการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์หลงเหลืออยู่ โดยนักวิจัยใช้อาคารร้างเหล่านี้สำหรับศึกษาและจัดเก็บข้อมูลทางประชากรศาสตร์ของม้า เช่น อายุ อัตราส่วนเพศ ขนาดประชากร และโครงสร้างทางพันธุกรรม

นอกจากนี้ ม้าเปรวาสกีในเชอร์โนบิลยังมีการรวมกลุ่มทางสังคมที่ชัดเจน โดยมีม้าตัวผู้เป็นจ่าฝูง 1 ตัว กับม้าตัวเมียหลายตัวและลูก ๆ ของพวกมัน โดยม้าตัวผู้วัยรุ่นจะรวมกลุ่มกันแยกต่างหาก ด้วยโครงสร้างทางสังคมที่แข็งแกร่งนี้ช่วยให้พวกมันสามารถดูแลและป้องกันภัยให้กันและกันได้ดียิ่งขึ้น

ม้าป่าสายพันธุ์สุดท้ายของโลก อาศัยในเชอร์โนบิล ปรับตัวให้เข้ากับเมืองร้าง ปลอดภัยจากรังสี

มีรายงานว่าฝูงม้าเหล่านี้สามารถรวมตัวกันโจมตีและขับไล่หมาป่าได้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่หาได้ยากและแสดงถึงความฉลาดในการเผชิญหน้ากับศัตรู การมีอยู่ของพวกมันในเชอร์โนบิลพิสูจน์ให้เห็นว่าสัตว์ป่าสามารถกู้คืนพฤติกรรมทางนิเวศวิทยาที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตอย่างอิสระได้แม้จะเคยถูกเลี้ยงในพื้นที่จำกัดมาก่อน

เชอร์โนบิลไม่ได้มีเพียงแค่ม้าป่าเท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ป่าชนิดอื่น ๆ ที่กลับมาครอบครองพื้นที่อย่างหนาแน่น เช่น หมาป่า จนทำให้ที่แห่งนี้มีจำนวนหมาป่าหนาแน่นที่สุดสุดแห่งหนึ่งในยุโรป นอกจากนี้ยังมีหมีสีน้ำตาลที่กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งหลังจากหายไปนานกว่าศตวรรษ รวมถึงแมวป่าลิงซ์ กวางแดง และหมูป่า

สัตว์เหล่านี้อยู่ร่วมกันในระบบนิเวศที่ปราศจากการรบกวนของมนุษย์ ซึ่งเดนิส วิชเนฟสกี หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ประจำเขตยกเว้นอธิบายว่า พื้นที่แห่งนี้เหมือนได้รับการรีเซ็ตจากธรรมชาติ พื้นที่เกษตรกรรมและเมืองเก่าถูกแทนที่ด้วยป่าไม้และทุ่งหญ้าที่สัตว์ป่าสามารถเดินเตร่ได้อย่างอิสระ

ม้าป่าสายพันธุ์สุดท้ายของโลก อาศัยในเชอร์โนบิล ปรับตัวให้เข้ากับเมืองร้าง ปลอดภัยจากรังสี

ผลกระทบจากรังสีและสงคราม

แม้ว่าสัตว์ป่าจะดูเหมือนเติบโตได้ดี แต่รังสีที่หลงเหลืออยู่ก็ส่งผลกระทบต่อร่างกายของพวกมันได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า กบในพื้นที่ปนเปื้อนสูงบางตัวมีผิวหนังสีเข้มขึ้น ซึ่งอาจเป็นกลไกการปรับตัวเพื่อป้องกันรังสี ขณะที่นกในพื้นที่ที่มีรังสีสูงมีโอกาสเกิดต้อกระจกในดวงตามากกว่านกในพื้นที่อื่น

อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานพบสัตว์จำนวนมากป่วยตายจากรังสี และงานวิจัยระยะยาวตั้งแต่ปี 2015 ยืนยันว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสามารถอาศัยอยู่ในเขตยกเว้นเชอร์โนบิล จนสร้างเป็นชุมชนสัตว์ได้ แม้ว่าจะยังมีการสัมผัสกับรังสีอย่างต่อเนื่องมาเกือบสี่ทศวรรษก็ตาม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัมมันตภาพรังสีไม่ใช่ภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนก็สร้างผลกระทบที่น่ากังวลเช่นกัน กองทัพรัสเซียได้บุกเข้ามาในเขตยกเว้นและมีการขุดสนามเพลาะในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสูง เช่น ป่าแดง (Red Forest) ซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของฝุ่นกัมมันตภาพรังสี

ขณะเดียวกัน การสู้รบและโดรนที่ถูกยิงตกได้ก่อให้เกิดไฟป่าหลายครั้งในพื้นที่ ซึ่งไฟป่าเหล่านี้สามารถทำให้รังสีที่สะสมอยู่ในดินและพืชพรรณลอยกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอีกครั้ง นอกจากนี้ ฤดูหนาวที่รุนแรงและการหยุดชะงักของระบบไฟฟ้า เนื่องจากสงครามยังส่งผลให้สัตว์หลายตัวต้องตายลงเนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรและการถูกจำกัดพื้นที่ด้วยป้อมปราการทางทหาร

ปัจจุบันเขตยกเว้นแห่งนี้ ถูกเปลี่ยนสภาพจากเขตอนุรักษ์ไปสู่เส้นทางเดินของทหาร ที่มีการวางลวดหนามและทุ่งกับระเบิด ในเดือนมิถุนายน 2025 พบม้าเปรวาสกีเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ตาย เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำว่ามนุษย์ยังคงสร้างภัยอันตรายรูปแบบใหม่อยู่เสมอ แม้ว่าพวกสัตว์จะพยายามปรับตัวให้อยู่รอดในพื้นที่แห่งนี้ก็ตาม


ที่มา: AljazeeraDWEuro NewsPBSPopular Mechanics

ม้าป่าสายพันธุ์สุดท้ายของโลก อาศัยในเชอร์โนบิล ปรับตัวให้เข้ากับเมืองร้าง ปลอดภัยจากรังสี