เมื่อเข้าสู่หน้าร้อน อุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นทำให้มนุษย์เกิด “ฮีทสโตรก” หรือ “โรคลมแดด” ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่ง “สัตว์เลี้ยง” ของเราก็มีโอกาสป่วยเป็นฮีทสโตรกด้วยเช่นกัน
ภาวะฮีทสโตรก (Heatstroke) หรือภาวะตัวร้อนเกิน (Hyperthermia) เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิในร่างกายของสัตว์เลี้ยงสูงเกินกว่าระดับปรกติอย่างมาก จนอวัยวะต่าง ๆ เริ่มหยุดทำงาน ซึ่งเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและอาจทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งในมนุษย์และสัตว์จะมีการระบายความร้อนที่แตกต่างกัน
มนุษย์จะใช้การขับเหงื่อเพื่อให้ความชื้นระเหยออกจากผิวหนังและทำให้ร่างกายเย็นลง แต่สัตว์เลี้ยงไม่สามารถทำแบบนั้นได้ โดยสุนัขใช้ “การหอบ” เพื่อควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย โดยการหายใจเข้าออกอย่างรวดเร็วขณะเปิดปากจะช่วยให้ความชื้นระเหยออกจากลิ้นและเยื่อบุปอดเพื่อลดความร้อน แม้ว่าสุนัขจะมีต่อมเหงื่ออยู่ระหว่างอุ้งเท้า แต่ต่อมเหล่านี้ก็แทบจะไม่ช่วยให้ร่างกายเย็นลงอย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะที่ แมวมีความสามารถในการรักษาความอุณหภูมิร่างกายได้ดีกว่าน้องหมา โดยจะใช้วิธีเลียตัวเองเพื่อกระจายน้ำลายไปตามขนซึ่งจะช่วยระบายความร้อนเมื่อน้ำลายระเหยไป นอกจากนี้แมวยังมีพฤติกรรมตามธรรมชาติที่จะแสวงหาที่ร่มและลดการทำกิจกรรมต่าง ๆ ลงเมื่อรู้สึกว่าอากาศร้อนเกินไป
อย่างไรก็ตาม การระบายความร้อนของสัตว์อาจล้มเหลวได้ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีความชื้นในอากาศสูงร่วมด้วย เพราะอากาศชื้นจะลดประสิทธิภาพของการระเหยของน้ำลายและการหอบลง ทำให้สัตว์เลี้ยงที่เป็นที่รักของเราเสี่ยงต่อภาวะฮีทสโตรกได้ง่ายขึ้นอย่างมาก
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าปัจจัยเฉพาะตัวของสัตว์ เช่น มีจมูกสั้น (สายพันธุ์หน้าสั้นอย่าง ปั๊ก เฟรนช์บูลด็อก หรือแมวเปอร์เซีย) มีน้ำหนักเกิน มีโรคประจำตัว รวมถึงอายุที่มากหรือเด็กเกินไป จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะฮีทสโตรกในสัตว์ โดยเฉพาะสุนัขสายพันธุ์หน้าสั้นอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ภายในเวลาเพียง 10 นาทีเนื่องจากพวกมันระบายความร้อนได้ยากกว่าปรกติ
สัญญาณเตือนฮีทสโตรกในสัตว์
อาการแรกเริ่มของภาวะเครียดจากความร้อนประกอบด้วย การหอบอย่างรุนแรง การน้ำลายไหลมากกว่าปรกติ และอาการเซื่องซึม รวมถึงสัตว์เลี้ยงเริ่มมีอาการกระวนกระวายหรือสับสน เมื่ออาการรุนแรงขึ้น สัตว์เลี้ยงอาจเริ่มมีอาการอาเจียน ท้องเสีย หรือล้มฟุบลง และสังเกตเห็นได้ว่าเหงือกจะมีสีแดงสดผิดปรกติ สัญญาณเหล่านี้บ่งบอกว่าสัตว์เลี้ยงกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตและต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์จากสัตวแพทย์อย่างเร่งด่วนที่สุด
ในกรณีที่รุนแรงมาก สัตว์เลี้ยงอาจมีอาการสั่น ชัก หรือหมดสติไป การทำงานของระบบประสาทจะถูกกระทบอย่างหนักเมื่อความร้อนเริ่มทำลายเนื้อเยื่อในร่างกาย แม้อุณหภูมิร่างกายจะสูงเกินกว่าปรกติเพียงไม่กี่องศาก็ตาม
เมื่อพบว่าสัตว์เลี้ยงมีอาการดังกล่าว ขั้นตอนแรกที่ต้องทำคือการย้ายสัตว์เลี้ยงไปยังที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกทันทีเพื่อเริ่มกระบวนการลดอุณหภูมิ ยิ่งทำให้อุณหภูมิร่างกายสัตว์เลี้ยงลดลงเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งลดอันตรายที่เกิดกับอวัยวะภายในมากเท่านั้น
ดร.ทูรายา ดับบาค คไนส์เซอร์ สัตวแพทย์ แนะนำวิธีการระบายความร้อนที่ถูกต้องไว้ว่า ให้ใช้น้ำเย็นกว่าอุณหภูมิร่างกายของสัตว์ค่อย ๆ ราดไปบนตัว แต่ต้องระวังไม่ให้ราดโดนหัวหากสัตว์กำลังลำบากในการหายใจ นอกจากนี้ ไม่ควรนำผ้าขนหนูเปียกคลุมตัวสัตว์ไว้เพราะผ้าจะดักจับความร้อนไว้ข้างใน แต่ควรวางผ้าเปียกไว้ใต้ตัวสัตว์แทน
สัตวแพทย์เน้นย้ำว่าหลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว เจ้าของควรติดต่อสัตวแพทย์ทันทีเพื่อขอคำแนะนำและการรักษาเพิ่มเติม แม้ว่าสัตว์จะดูเหมือนเย็นลงแล้ว แต่อาจเกิดความเสียหายภายในที่มองไม่เห็นซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย
การดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงฤดูร้อน
สำหรับการป้องกัน การปรับกิจวัตรการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการออกกำลังกายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดภาวะฮีทสโตรกในสุนัข โดยสัตวแพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงการพาสุนัขไปเดินเล่นเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 28 องศาเซลเซียส และควรเปลี่ยนเวลาไปเดินในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงค่ำที่อากาศเย็นกว่า
นอกจากนี้ ก่อนจะพาไปเดินเล่น เจ้าของควรลองวางมือลงบนพื้นเป็นเวลา 5 วินาที หากรู้สึกร้อนเกินไปจนทนไม่ได้ พื้นนั้นก็ร้อนเกินไปสำหรับอุ้งเท้าสุนัขเช่นกัน เพราะทางเท้าสามารถเก็บความร้อนได้นานแม้จะเป็นที่ร่ม ซึ่งอาจทำให้เกิดแผลพุพองและผิวหนังอักเสบที่อุ้งเท้าของสัตว์เลี้ยงได้
เวลาอยู่ในบ้าน ควรเปิดพัดลมหรือเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศหมุนเวียนอยู่เสมอ สัตว์เลี้ยงควรเข้าถึงที่ร่มทั้งภายในและภายนอกบ้าน และควรจัดหาพื้นที่ที่มีอุณหภูมิเย็น เช่น พื้นกระเบื้อง เพื่อให้สัตว์เลือกนอนตามความสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังต้องเตรียมน้ำดื่มที่สะอาดและเย็นไว้ให้สัตว์เลี้ยงตลอดเวลา โดยอาจเพิ่มน้ำแข็งลงในชามน้ำ หรือให้ขนมแช่แข็งเพื่อช่วยลดอุณหภูมิ
ห้ามทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ในรถที่จอดทิ้งไว้เป็นอันขาด แม้จะแง้มหน้าต่างไว้ก็ตาม เพราะอุณหภูมิภายในรถสามารถพุ่งสูงขึ้นถึงระดับอันตรายได้ในเวลาอันรวดเร็ว นอกจากนี้ ไม่ควรขังสัตว์ไว้ในสถานที่ที่ไม่มีการถ่ายเทอากาศที่ดีในช่วงที่อากาศร้อนจัด
สำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีขนสีขาวหรือขนบาง ก็มีความเสี่ยงต่อการถูกแดดเผาซึ่งอาจนำไปสู่มะเร็งผิวหนังได้ในอนาคต เจ้าของควรพิจารณาทาครีมกันแดดสำหรับสัตว์โดยเฉพาะบริเวณปลายหู จมูก และหน้าท้อง เพื่อป้องกันการทำลายของรังสี UV จากแสงแดดที่ร้อนแรง
ในขณะที่วิกฤติสภาพภูมิอากาศโลกยังคงทวีความรุนแรง แนวทางการดูแลสัตว์เลี้ยงจึงต้องมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์อยู่เสมอ การเตรียมพร้อมและการใส่ใจต่อสัญญาณความเครียดจากความร้อนเพียงเล็กน้อย สามารถช่วยให้สัตว์เลี้ยงของเราปลอดภัยและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ร้อนจัดไปได้อย่างมีความสุข
ที่มา: BBC, PetMD, PetMD, RNZ, The Conversation, The University of Melbourne


