วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'ค่าไฟพุ่ง' คนไทยแบกค่าสำรองโรงไฟฟ้าล้น 'ก๊าซนำเข้าแพง' เร่งรื้อสัญญาแก้ไข

'ค่าไฟพุ่ง' คนไทยแบกค่าสำรองโรงไฟฟ้าล้น 'ก๊าซนำเข้าแพง' เร่งรื้อสัญญาแก้ไข

เจาะรายงาน "Thailand’s Gas Conundrum" ที่เผยให้เห็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของพลังงานไทย เมื่อเรากำลังเผชิญกับภาวะ "โรงไฟฟ้าล้นระบบ" จนต้องจ่ายค่าชดเชยให้นายทุนหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนการผลิตจริงกลับพุ่งสูงเพราะต้องพึ่งพาก๊าซนำเข้าราคาแพงจากต่างประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกที่กดดันให้ค่าไฟไม่มีทีท่าจะลดลง

วิกฤติการณ์ค่าไฟฟ้าในประเทศไทย

คริสโตเฟอร์ โดลมัน นักวิจัยจาก IEEFA และผู้ร่วมเขียนรายงาน “Thailand’s Gas Conundrum: Overbuilt, Underutilized, and Increasingly Expensive” กล่าวในงาน [IEEFA x CFNT Webinar] Thailand's Gas Dilemma: From Underutilization to Energy Insecurity ว่าวิกฤติการณ์ค่าไฟฟ้าในประเทศไทย กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลจากรายงานของสถาบัน IEEFA ที่ชี้ให้เห็นว่า ระบบไฟฟ้าของไทยกำลังติดอยู่ใน "กับดักก๊าซธรรมชาติ" ที่ทั้งมีราคาสูงขึ้นและถูกใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้

1. จ่ายเงินมหาศาลให้โรงไฟฟ้าที่ "ว่างงาน"

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องจ่ายเงินให้กับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอิสระ (IPP) รวมกว่า 1.59 แสนล้านบาท โดยในจำนวนนี้กว่า 6.1 หมื่นล้านบาท คือ "ค่าความพร้อมจ่าย" (Availability Payments) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพื่อให้โรงไฟฟ้าเตรียมพร้อมเดินเครื่อง แม้ว่าจะไม่มีการผลิตไฟฟ้าจริงออกมาเลยก็ตาม

ที่น่าตกใจ คือ โรงไฟฟ้าก๊าซขนาดใหญ่ 7 แห่ง รวมกำลังผลิต 11 กิกะวัตต์ มีอัตราการเดินเครื่องต่ำกว่า 30% มาตั้งแต่ปี 2023 และบางแห่งลดลงเหลือต่ำกว่า 10% ในปี 2025 แต่ผู้บริโภคยังต้องแบกรับภาระเหล่านี้ผ่านค่าไฟ

2. การวางแผนผิดพลาด

กำลังผลิตสำรองพุ่งสูงเกินจริง สาเหตุหลักของปัญหาโรงไฟฟ้าล้นระบบมาจาก "การคาดการณ์ที่สูงเกินไป" ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) โดยรัฐบาลใช้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่มองโลกในแง่ดีเกินไปในการคำนวณความต้องการใช้ไฟฟ้า

ส่งผลให้ไทยมีกำลังผลิตสำรอง (Reserve Margin) พุ่งสูงถึงกว่า 70% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสากลที่ควรอยู่ที่ประมาณ 10-15% อย่างมหาศาล ภาระจากการสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็นนี้คิดเป็นต้นทุนถึง 17% ของค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนในปีนี้

3. กับดักก๊าซ LNG

ยิ่งนำเข้า ยิ่งแพง ในขณะที่โรงไฟฟ้าล้นระบบ แหล่งก๊าซในอ่าวไทยและเมียนมากลับมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจนคิดเป็น 27% ของปริมาณก๊าซทั้งหมด ซึ่งก๊าซ LNG นี้มีราคาแพงกว่าก๊าซในประเทศถึง 2 เท่า

นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่น ความขัดแย้งในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยังซ้ำเติมให้ราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยมีการเปิดเผยว่าไทยต้องซื้อก๊าซ LNG ในราคาพรีเมียมสูงถึง 225% ในช่วงที่มีวิกฤติราคาพุ่งสูงเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

4. ทางออกที่ยากลำบากของรัฐบาล

ปัจจุบัน กฟผ. แบกรับภาระหนี้มหาศาลจากการช่วยอุดหนุนค่าไฟในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา และยังไม่สามารถชำระคืนได้หมด รัฐบาลจึงเริ่มปรับโครงสร้างราคาค่าไฟแบบ 3 อัตรา (Three-tier tariff) ซึ่งจะส่งผลให้บ้านที่ใช้ไฟปริมาณมาก (เกิน 400 หน่วย) อาจต้องจ่ายค่าไฟสูงถึง 4.5 - 5 บาทต่อหน่วย เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและลดภาระหนี้ของภาครัฐ

การเดินหน้าแผนขยายโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมตามร่าง PDP เดิมอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และอาจถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องทบทวนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และหันไปหาพลังงานทางเลือกที่มีต้นทุนคงที่และต่ำกว่า เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในอนาคต