วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขยะหนองแขม2 AI คุม 'กลิ่น-เสียง’ เปลี่ยนภาระเมืองสู่‘พลังงาน’อนาคต

เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขยะหนองแขม2 AI คุม 'กลิ่น-เสียง’ เปลี่ยนภาระเมืองสู่‘พลังงาน’อนาคต

บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดความคืบหน้าโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า “หนองแขม 2” ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน คืบหน้าแล้ว 91% เตรียมรับขยะเข้าทดสอบระบบวันที่ 1 พ.ค. 2569 

พร้อมเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้าตรวจสอบเทคโนโลยีจริง หวังสร้างความเชื่อมั่นมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากล โดยโครงการตั้งอยู่ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม ถนนเพชรเกษม 104 บนพื้นที่ประมาณ 39 ไร่ พร้อมใช้เทคโนโลยีเตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ควบคุมอุณหภูมิ 850-1,100 องศาเซลเซียส เปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าผ่านกระบวนการผลิตไอน้ำแรงดันสูง หมุนกังหันไอน้ำผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 35 เมกะวัตต์ (ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 30 เมกะวัตต์)

นายเหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงวันที่ 27-30 เม.ย. 2569 บริษัทได้เปิดให้ประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโครงการเข้าชมกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่บ่อรับขยะแบบระบบปิด เทคโนโลยีม่านอากาศ 2 ชั้น 

รวมถึงระบบตรวจวัดเสียงแบบเรียลไทม์ และ “E-nose” หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ AI วิเคราะห์กลิ่น เพื่อยืนยันความโปร่งใสและการอยู่ร่วมกับชุมชนเมืองได้อย่างยั่งยืน

สำหรับกระบวนการเริ่มจากนำขยะเข้าสู่บ่อพักระบบปิด 3-5 วัน เพื่อลดความชื้น ก่อนใช้เครนคีบเข้าสู่เตาเผา โดยบ่อพักขยะมีความจุสูงถึง 24,000 ตัน ถือเป็นโครงสร้างหลักที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร

“AI E-Nose -แรงดันลบ” หัวใจคุมกลิ่น

นอกจากนี้ จุดเด่นสำคัญของโครงการคือการควบคุมกลิ่นและมลภาวะ โดยใช้ระบบ “Negative Pressure” หรือแรงดันลบ ทำให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่บ่อพักขยะตลอดเวลา ป้องกันกลิ่นรั่วไหลออกสู่ภายนอก และนำอากาศดังกล่าวเข้าสู่เตาเผาเพื่อกำจัดกลิ่นไปพร้อมกระบวนการเผาไหม้

ขณะเดียวกัน บริษัทได้นำ “E-nose” ซึ่งเป็นเซนเซอร์ตรวจจับกลิ่นแบบอัจฉริยะ มาประมวลผลร่วมกับ AI เพื่อวิเคราะห์ “Odor Fingerprint” แบบเรียลไทม์ ช่วยติดตามและควบคุมกลิ่นได้อย่างแม่นยำต่อเนื่อง

พร้อมกับยังติดตั้งระบบตรวจวัดเสียง (Noise Monitoring System) ตลอด 24 ชั่วโมง หากค่าระดับเสียงเกินมาตรฐาน ระบบจะแจ้งเตือนทันที เพื่อให้แก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

10 ปี “หนองแขม 1” สู่การขยายกำลังผลิต

อย่างไรก็ตาม ในความคืบหน้าของ “หนองแขม 2” เกิดขึ้นในจังหวะครบรอบ 10 ปี (2559-2569) ของโรงไฟฟ้าขยะต้นแบบ “หนองแขม 1” ขนาด 500 ตันต่อวัน กำลังผลิตไฟฟ้า 9.8 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถกำจัดขยะและผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สะสมแล้วกว่า 600 ล้านหน่วย สะท้อนบทบาทสำคัญในการลดภาระขยะของเมือง

เมื่อโครงการใหม่เปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ จะเพิ่มศักยภาพกำจัดขยะเป็น 1,600 ตันต่อวัน และเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบจัดการขยะกรุงเทพฯกำลังผลิตไฟฟ้ารวมกันราว40 เมกะวัตต์ 

หนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จที่บริษัทใช้ยืนยันคือการยอมรับจากภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยพบว่ามีโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีตั้งอยู่ห่างโรงไฟฟ้าเพียง 294-300 เมตร จำนวน 230 หลัง มียอดขายแล้ว 50% และโครงการซูเปอร์ลักชัวรีห่าง 700 เมตร จำนวน 115 หลัง มียอดขายกว่า 90%

“หากโครงการสร้างผลกระทบด้านกลิ่นหรือมลพิษ ย่อมไม่เกิดการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับสูงในระยะใกล้เช่นนี้”

เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าขยะหนองแขม2 AI คุม 'กลิ่น-เสียง’ เปลี่ยนภาระเมืองสู่‘พลังงาน’อนาคต

สะท้อนโจทย์ใหญ่ “ใบอนุญาตซ้ำซ้อน”

โครงการหนองแขม 2 ใช้เวลาตั้งแต่การทำประชาพิจารณ์ในปี 2563 จนเริ่มก่อสร้างปี 2567 รวมหลายปี สะท้อนความจำเป็นในการผลักดันระบบ “One-Stop Service” เพื่อลดขั้นตอนและเร่งการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

แม้โครงการจะประสบความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อม แต่ในเชิงการบริหารจัดการโครงการในไทย มีความซับซ้อนสูงมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในประเทศจีน โดยเฉพาะกระบวนการขอใบอนุญาตที่ต้องผ่านหลายหน่วยงานที่ไม่ได้บูรณาการข้อมูลกันอย่างเป็นเอกภาพ

“ที่จีนเราคุยกับรัฐบาลท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่กี่แห่งก็จบ แต่ที่ไทยเราต้องผ่านขั้นตอนการขออนุญาตที่ซับซ้อนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง” 

ดังนั้น จึงทำให้กระบวนการขอใบอนุญาตของโครงการหนองแขม 2 ใช้เวลานานหลายปี ตั้งแต่การทำประชาพิจารณ์ในปี 2563 จนถึงการได้ใบอนุญาตเริ่มก่อสร้างจริงในปี 2567 ซึ่งหากรัฐบาลสามารถลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจะช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศเกิดได้รวดเร็วกว่านี้

ปักหมุด “Green Landmark” เมือง

ในระยะยาว บริษัทตั้งเป้ายกระดับโรงไฟฟ้าขยะหนองแขมให้เป็น “Green Landmark” และศูนย์เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร สอดคล้องนโยบายพัฒนาเมืองสีเขียว

“เมื่อรวมกำลังการผลิตจากหนองแขม 1, หนองแขม 2 และโครงการในอ่อนนุช จะทำให้บริษัทมีศักยภาพกำจัดขยะรวมกว่า 3,700 ตันต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 35-40% ของขยะทั้งหมดในกรุงเทพฯ”

สำหรับ 3 เป้าหมายหลักของการดำเนินโครงการ

โรงไฟฟ้าขยะหนองแขม ได้แก่ 1. ลดปริมาณขยะอย่างเป็นรูปธรรม 2. ควบคุมมลภาวะตามมาตรฐานสากล 3. เปลี่ยน “ภาระของเมือง” เป็น “พลังงานของอนาคต”

การเปิดทดสอบระบบรับขยะหนองแขม 2 ในวันที่ 1 พ.ค. 2569 จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะชี้ชะตาการยกระดับการจัดการขยะของกรุงเทพมหานครในระยะยาว