ในการประชุม International Public Procurement Conference 2026 (IPPC 2026) ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของกรมบัญชีกลาง ธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย ประเด็น “การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อความยั่งยืน” ถูกยกระดับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างที่เป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยคาร์บอนหลักของโลก
หนึ่งในการนำเสนอที่ได้รับความสนใจคือของ "มาร์ติน โชค" จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งฉายภาพแนวโน้มการปฏิรูป “การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมก่อสร้างคาร์บอนต่ำในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน
ไทยยังติด “คอขวดจัดซื้อ”
"มาร์ติน" ชี้ว่า ประเทศไทยกำลังมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนของวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะผู้ผลิตรายใหญ่ที่เริ่มเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น สอดคล้องกับแรงกดดันจากตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
การมีอยู่ของหน่วยงานอย่าง Thailand Environment Institute (TEI) ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ไทยพร้อมกว่า หลายประเทศในภูมิภาค และเดินตามแนวทางประเทศชั้นนำอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม แม้ข้อมูลจะพร้อม แต่การนำไปใช้จริงยังติดข้อจำกัด โดยเฉพาะในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลคาร์บอนเข้ากับเกณฑ์การตัดสินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบยังยึด “ราคาถูก” มากกว่าความยั่งยืน
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือกรอบกฎหมายและแนวปฏิบัติด้านพัสดุของภาครัฐ ที่ยังคงให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเงินเป็นหลัก ส่งผลให้ราคากลายเป็นปัจจัยตัดสินสำคัญเหนือเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จัดซื้อจำนวนมากยังขาดเครื่องมือและความรู้ในการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของวัสดุ ทำให้ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจ
แม้จะมีความกังวลว่าวัสดุก่อสร้างสีเขียวมีต้นทุนสูง แต่แนวโน้มตลาดกำลังเปลี่ยนไป โดยวัสดุหลายประเภทเริ่มมีราคาที่แข่งขันได้ หรือใกล้เคียงกับวัสดุทั่วไป เมื่อพิจารณาต้นทุนตลอดวงจรชีวิต
แนวทางเปลี่ยนผ่าน จากวัสดุสู่ระบบ
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว "มาร์ติน" เสนอแนวทางค่อยเป็นค่อยไป ในการบูรณาการเกณฑ์คาร์บอนเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้าง โดยเริ่มจากสิ่งที่ทำได้จริง ได้แก่
การกำหนด “ค่ามาตรฐานคาร์บอน” สำหรับวัสดุในภูมิภาค เพื่อให้มีผู้ประกอบการที่สามารถเข้าร่วมประมูลได้เพียงพอ ไม่จำกัดการแข่งขัน
การใช้ “แถบระดับสมรรถนะ” (performance bands) เพื่อจัดกลุ่มวัสดุตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
และการระบุ “ข้อกำหนดสีเขียว” ในเอกสารประกวดราคา เช่น การกำหนดค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของคอนกรีตต่อหน่วย พร้อมเอกสารรับรองอย่าง Environmental Product Declaration (EPD)
แนวคิดดังกล่าวไม่ได้อยู่เพียงในเชิงทฤษฎี แต่เริ่มถูกนำไปทดลองใช้ในโครงการก่อสร้างจริง โดยเฉพาะโครงการโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำที่มีการนำซีเมนต์คาร์บอนต่ำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการจัดซื้อ
ซีเมนต์ถือเป็นวัสดุที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง แต่ในประเทศไทยมีผู้ผลิตจำนวนมากที่สามารถผลิตสินค้าตามเกณฑ์สิ่งแวดล้อมได้ ทำให้เหมาะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน
เปิดทาง SMEs ทางเลือกนอกเหนือจาก EPD
สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่อาจไม่สามารถจัดทำ EPD ซึ่งมีต้นทุนสูงได้ "มาร์ติน" เสนอให้ใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นทางเลือกในการแสดงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้า ซึ่งเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยมากกว่า
มากกว่าสิ่งแวดล้อม สู่ความสามารถแข่งขันระยะยาว
"มาร์ติน" สรุปว่า การปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาคก่อสร้างไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกเศรษฐกิจ ที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ (NDCs) พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
ในวันที่โลกกำลังปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จึงไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่คือตัวเร่งการเปลี่ยนผ่าน ที่จะกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมก่อสร้างและเศรษฐกิจไทยในอนาคต


