ส่องสถานะประเทศไทยในเวทีโลก เมื่อเป้าหมาย SDGs ติด “โซนสีแดง” เผยข้อมูลช็อกพบไมโครพลาสติกในปลาทู-อัณฑะ-รกเด็ก
KEY POINTS
- ประเทศไทยเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้านทรัพยากรทางทะเลและความหลากหลายทางชีวภาพที่ถูกจัดอยู่ใน "โซนสีแดง"
- ปัญหาขยะพลาสติกทวีความรุนแรง พบการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในปลาทูไทย และสะสมในร่างกายมนุษย์จนถึงอัณฑะและรกเด็ก
- มีข้อเสนอให้ยกระดับการแก้ปัญหาจาก "แผน" ไปสู่การบังคับใช้ "กฎหมาย" ที่เป็นรูปธรรม เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด และเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อจัดการมลพิษที่ต้นตอ
ส่องสถานะประเทศไทยในเวทีโลก เมื่อเป้าหมาย SDGs ติด “โซนสีแดง” เผยข้อมูลช็อกพบไมโครพลาสติกในปลาทู อัณฑะ รกเด็ก กระทุ้งเลิกบริหารด้วย “แผน” แต่ต้องใช้ “กฎหมาย” คุมกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดน พร้อมดัน “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เข้าแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14
ภาพรวมของวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่โลกและไทย
ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สะท้อนภาพรวมของวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่โลกและไทยกำลังเผชิญ โดยระบุว่าในขณะที่กระแสโลกมุ่งไปที่คำว่า Nature Positive (ธรรมชาติที่เป็นบวก) และ Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์) แต่สำหรับประเทศไทย ปัญหาที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้คือ "ปัญหาเก่าที่ก้าวไม่ข้าม" ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งมลพิษ (Pollution) ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และภาวะโลกร้อน (Climate Change)
ไทยสอบตกเป้าหมาย SDGs ทะเล-ความหลากหลายฯ ติด “โซนสีแดง” หากพิจารณาจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ข้อ ข้อมูลจากแหล่งระบุว่าประเทศไทยผ่านเกณฑ์เพียง 2 ข้อ คือ เรื่องความยากจนและการศึกษา แต่ในมิติสิ่งแวดล้อมกลับน่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ เป้าหมายที่ 14 (ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) และเป้าหมายที่ 15 (ความหลากหลายทางชีวภาพ) ที่ยังคงอยู่ใน “โซนสีแดง”
ปัญหาคอร์รัปชันและสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ ดร.วิจารณ์ ยังชี้ให้เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันและสิทธิมนุษยชน (เป้าหมายที่ 16) เป็นรากฐานสำคัญที่ไทยยังคงติดอันดับท้ายๆ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการทรัพยากร แม้ภาพรวมไทยจะถูกจัดอยู่อันดับ 1 ของอาเซียนในด้านการขับเคลื่อนความยั่งยืน แต่อันดับในระดับโลกยังคงอยู่ที่ 43 ซึ่งถือเป็นโจทย์ท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข
ไมโครพลาสติกบุก
วิกฤติขยะพลาสติกกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ที่เริ่มส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์อย่างชัดเจน แหล่งข้อมูลเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ประเทศไทยมีปริมาณขยะปีละ 27-28 ล้านตัน แต่มีเพียง 18% เท่านั้นที่ถูกจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่งผลให้ไทยรั้งอันดับ 8 ของโลกที่มีระบบจัดการขยะไม่ถูกต้อง โดยขยะพลาสติกในทะเลกว่า 80% มีต้นกำเนิดมาจากกิจกรรมบนฝั่ง
"มีการคาดการณ์ว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ขยะในทะเลจะมีปริมาณมากกว่าปลา"
ดร.วิจารณ์ ระบุ พร้อมเปิดเผยข้อมูลการศึกษาที่พบว่า ปลาทูไทย 1 ตัว มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนเฉลี่ยถึง 78 ชิ้น และเมื่อมนุษย์บริโภคเข้าไป พลาสติกเหล่านี้จะสะสมในร่างกาย โดยล่าสุดมีการตรวจพบไมโครพลาสติกในทารก รกเด็ก และแม้แต่อัณฑะของผู้ชาย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยด้านสุขภาพในระดับวิกฤติ
PM 2.5 กับดักสุขภาพ เมื่อ “แผน” เดินไม่ทัน “การเผา”
ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังคงเป็น "ปัญหาเก่าที่ก้าวไม่ข้าม" ของไทย โดยในปีนี้สถานการณ์ในพื้นที่ภาคเหนือเข้าขั้นวิกฤต, จากการสำรวจพบว่าจุดความร้อน (Hotspots) ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของรัฐ โดยอันดับ 1 คือ พื้นที่อุทยาน (กว่า 2,000 จุด) รองลงมาคือป่าสงวนแห่งชาติ
แม้รัฐบาลจะมีแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ แต่ปัญหาหลักอยู่ที่การนำไปปฏิบัติ (Implementation) ดร.วิจารณ์ เน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาด้วยมาตรฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เช่น การลดค่ามาตรฐาน PM 2.5 จาก 50 เป็น 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ยิ่งทำให้เห็นจำนวนวันที่เกินมาตรฐานเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยลดมลพิษจริงหากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น
เลื่อนเป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี จี้คลอดกฎหมาย EPR-อากาศสะอาด ท่ามกลางวิกฤต ประเทศไทยได้ประกาศเลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Target) จากปี 2065 มาเป็น ปี 2050 เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลก ซึ่งหมายความว่า Road Map ด้านพลังงานและอุตสาหกรรมต้องถูกปรับเปลี่ยนอย่างขนานใหญ่
ทางออกที่ ดร.วิจารณ์ เสนอคือการก้าวข้ามการบริหารด้วย "แผน" ไปสู่การใช้ "กฎหมาย" ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่
- พ.ร.บ. อากาศสะอาด: เพื่อจัดการมลพิษข้ามพรมแดนและแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ
- หลักการ EPR (Extended Producer Responsibility): บังคับให้ผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบจัดการซากบรรจุภัณฑ์
- พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): เพื่อสร้างมูลค่าจากขยะและลดการใช้ทรัพยากรใหม่
ในฐานะคณะกรรมการยกร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ดร.วิจารณ์ มุ่งหวังที่จะนำประเด็นมลพิษและเศรษฐกิจหมุนเวียนบรรจุเป็นวาระสำคัญ เพื่อให้ไทยก้าวไปสู่เป้าหมายความหลากหลายทางชีวภาพและ Net Zero ได้จริง เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่ไม่ต้องมานั่งแก้ปัญหาพื้นฐานอย่างขยะและฝุ่นควันอีกต่อไป





