ส่องสถานะประเทศไทยในเวทีโลก เมื่อเป้าหมาย SDGs ติด “โซนสีแดง” เผยข้อมูลช็อกพบไมโครพลาสติกในปลาทู อัณฑะ รกเด็ก กระทุ้งเลิกบริหารด้วย “แผน” แต่ต้องใช้ “กฎหมาย” คุมกำเนิดมลพิษข้ามพรมแดน พร้อมดัน “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เข้าแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14
ภาพรวมของวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่โลกและไทย
ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สะท้อนภาพรวมของวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่โลกและไทยกำลังเผชิญ โดยระบุว่าในขณะที่กระแสโลกมุ่งไปที่คำว่า Nature Positive (ธรรมชาติที่เป็นบวก) และ Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์) แต่สำหรับประเทศไทย ปัญหาที่รุมเร้าอยู่ในขณะนี้คือ "ปัญหาเก่าที่ก้าวไม่ข้าม" ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งมลพิษ (Pollution) ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และภาวะโลกร้อน (Climate Change)
ไทยสอบตกเป้าหมาย SDGs ทะเล-ความหลากหลายฯ ติด “โซนสีแดง” หากพิจารณาจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ข้อ ข้อมูลจากแหล่งระบุว่าประเทศไทยผ่านเกณฑ์เพียง 2 ข้อ คือ เรื่องความยากจนและการศึกษา แต่ในมิติสิ่งแวดล้อมกลับน่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ เป้าหมายที่ 14 (ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) และเป้าหมายที่ 15 (ความหลากหลายทางชีวภาพ) ที่ยังคงอยู่ใน “โซนสีแดง”
ปัญหาคอร์รัปชันและสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ ดร.วิจารณ์ ยังชี้ให้เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันและสิทธิมนุษยชน (เป้าหมายที่ 16) เป็นรากฐานสำคัญที่ไทยยังคงติดอันดับท้ายๆ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการทรัพยากร แม้ภาพรวมไทยจะถูกจัดอยู่อันดับ 1 ของอาเซียนในด้านการขับเคลื่อนความยั่งยืน แต่อันดับในระดับโลกยังคงอยู่ที่ 43 ซึ่งถือเป็นโจทย์ท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข
ไมโครพลาสติกบุก
วิกฤติขยะพลาสติกกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ที่เริ่มส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์อย่างชัดเจน แหล่งข้อมูลเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ประเทศไทยมีปริมาณขยะปีละ 27-28 ล้านตัน แต่มีเพียง 18% เท่านั้นที่ถูกจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่งผลให้ไทยรั้งอันดับ 8 ของโลกที่มีระบบจัดการขยะไม่ถูกต้อง โดยขยะพลาสติกในทะเลกว่า 80% มีต้นกำเนิดมาจากกิจกรรมบนฝั่ง
"มีการคาดการณ์ว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า ขยะในทะเลจะมีปริมาณมากกว่าปลา"
ดร.วิจารณ์ ระบุ พร้อมเปิดเผยข้อมูลการศึกษาที่พบว่า ปลาทูไทย 1 ตัว มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนเฉลี่ยถึง 78 ชิ้น และเมื่อมนุษย์บริโภคเข้าไป พลาสติกเหล่านี้จะสะสมในร่างกาย โดยล่าสุดมีการตรวจพบไมโครพลาสติกในทารก รกเด็ก และแม้แต่อัณฑะของผู้ชาย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยด้านสุขภาพในระดับวิกฤติ
PM 2.5 กับดักสุขภาพ เมื่อ “แผน” เดินไม่ทัน “การเผา”
ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังคงเป็น "ปัญหาเก่าที่ก้าวไม่ข้าม" ของไทย โดยในปีนี้สถานการณ์ในพื้นที่ภาคเหนือเข้าขั้นวิกฤต, จากการสำรวจพบว่าจุดความร้อน (Hotspots) ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของรัฐ โดยอันดับ 1 คือ พื้นที่อุทยาน (กว่า 2,000 จุด) รองลงมาคือป่าสงวนแห่งชาติ
แม้รัฐบาลจะมีแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ แต่ปัญหาหลักอยู่ที่การนำไปปฏิบัติ (Implementation) ดร.วิจารณ์ เน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาด้วยมาตรฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เช่น การลดค่ามาตรฐาน PM 2.5 จาก 50 เป็น 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ยิ่งทำให้เห็นจำนวนวันที่เกินมาตรฐานเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยลดมลพิษจริงหากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น
เลื่อนเป้า Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี จี้คลอดกฎหมาย EPR-อากาศสะอาด ท่ามกลางวิกฤต ประเทศไทยได้ประกาศเลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Target) จากปี 2065 มาเป็น ปี 2050 เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลก ซึ่งหมายความว่า Road Map ด้านพลังงานและอุตสาหกรรมต้องถูกปรับเปลี่ยนอย่างขนานใหญ่
ทางออกที่ ดร.วิจารณ์ เสนอคือการก้าวข้ามการบริหารด้วย "แผน" ไปสู่การใช้ "กฎหมาย" ที่เป็นรูปธรรม ได้แก่
- พ.ร.บ. อากาศสะอาด: เพื่อจัดการมลพิษข้ามพรมแดนและแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ
- หลักการ EPR (Extended Producer Responsibility): บังคับให้ผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบจัดการซากบรรจุภัณฑ์
- พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): เพื่อสร้างมูลค่าจากขยะและลดการใช้ทรัพยากรใหม่
ในฐานะคณะกรรมการยกร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ดร.วิจารณ์ มุ่งหวังที่จะนำประเด็นมลพิษและเศรษฐกิจหมุนเวียนบรรจุเป็นวาระสำคัญ เพื่อให้ไทยก้าวไปสู่เป้าหมายความหลากหลายทางชีวภาพและ Net Zero ได้จริง เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่ไม่ต้องมานั่งแก้ปัญหาพื้นฐานอย่างขยะและฝุ่นควันอีกต่อไป


