“กรมบัญชีกลาง” โชว์วิสัยทัศน์ความโปร่งใสจัดซื้อจัดจ้างไทยในเวทีโลก ยกระดับการเปิดเผยข้อมูล สู่การสร้างผลกระทบอย่างยั่งยืน
ในการประชุมนานาชาติ International Public Procurement Conference 2026 ณ โรงแรม มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2026 คุณนิติยาภรณ์ อิ่มใจ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือและความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในหัวข้อ “Measuring Impacts of Public Procurement” โดยเน้นย้ำว่าแม้ประเทศไทยจะมีระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ที่จัดเก็บข้อมูลไว้อย่างมหาศาล
แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการทำให้ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะในปัจจุบันแสดงข้อมูลนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องมีการกลั่นกรองให้ตรวจสอบได้ง่ายเพื่อระบุความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
นิติยาภรณ์ระบุว่า การสร้างส่วนร่วมที่แท้จริงต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ หคือการทำให้ข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ต่อได้เลย (Machine Readable) เพื่อการวิเคราะห์ที่เป็นอิสระ รวมถึงต้องมีการมีช่องทางร้องเรียนที่มีข้อผูกพันว่าภาครัฐต้องตอบสนอง และการเสริมสร้างศักยภาพให้ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นจุดที่งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้จ่ายและมีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูง
“หากไม่มีการตอบสนองต่อข้อร้องเรียน การมีส่วนร่วมก็จะเหลือเพียงแค่การให้ข้อเสนอแนะหรือคำปรึกษาเท่านั้น” นิติยาภรณ์กล่าวซึ่งกรมบัญชีกลางพยายามลดช่องว่างนี้ด้วยการสร้างระบบที่เอื้อต่อการตรวจสอบอย่างเป็นรูปธรรม
ความสำเร็จหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ “โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ” หรือ “โครงการ CoST” (Infrastructure Transparency Initiative) มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้าง เพื่อให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ ลดการทุจริต เพิ่มความคุ้มค่า โดยมุ่งเน้นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการเข้าร่วมแล้วกว่า 3,000 โครงการ
นิติยาภรณ์เผยว่า โครงการก่อสร้างที่เข้าร่วมโปรแกรม CoST สามารถประหยัดงบประมาณได้ 1-2% เนื่องจากหน่วยงานรัฐต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเมื่อถูกตรวจสอบโดยสาธารณะ นอกจากนี้การรับฟังเสียงจากคนในพื้นที่ยังช่วยสร้าง “ความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ” ซึ่งทำให้ประชาชนหันมาช่วยกันดูแลรักษาทรัพย์สินของรัฐอย่างยั่งยืน
“ความรู้สึกเป็นเจ้าของจะเกิดขึ้น เมื่อเสียงของประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างถูกรับฟัง พวกเขาจะช่วยกันดูแลรักษาถนนหรืออาคารนั้น ๆ เอง” นิติยาภรณ์กล่าว
ในด้านกฎหมาย นิติยาภรณ์ชี้ให้เห็นว่าพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทยได้ให้อำนาจผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าถึงข้อมูลและร่วมสังเกตการณ์ได้ทุกขั้นตอนเสมือนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งช่วยป้องกันการทุจริตได้ตั้งแต่ต้นทาง แทนที่จะรอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยเข้าไปตรวจสอบเหมือนในอดีตที่มักจะสายเกินแก้ไข
นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยีอย่าง QR Code ติดตั้งในพื้นที่ก่อสร้างเพื่อให้ประชาชนสแกนตรวจสอบข้อมูลผู้รับเหมาและขั้นตอนการจัดซื้อได้ทันที ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของภาครัฐ ที่ก้าวจากยุคปิดบังข้อมูลไปสู่การเปิดเผยข้อมูลแล้ว
กุญแจสำคัญของการวัดผลกระทบในการจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงข้อมูล มาตรฐานกฎหมาย และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
นิติยาภรณ์เชื่อมั่นว่าหากประชาชนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างอิสระและเสียงของพวกเขาได้รับการตอบสนองจากรัฐ ความโปร่งใสจะนำไปสู่ประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับองค์กรสากลอย่างธนาคารโลกในการพัฒนาเครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เช่น ระบบ GRASS เพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้ก้าวไปสู่ระดับที่สร้างผลกระทบต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน


