วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

GPP พลิกโฉมจัดซื้อภาครัฐ ดันสินค้าเขียว แก้วิกฤติขยะ–ขับเศรษฐกิจหมุนเวียน

GPP พลิกโฉมจัดซื้อภาครัฐ ดันสินค้าเขียว แก้วิกฤติขยะ–ขับเศรษฐกิจหมุนเวียน

GPP พลิกโฉมจัดซื้อภาครัฐ ดันสินค้าเขียว แก้วิกฤติขยะ–ขับเศรษฐกิจหมุนเวียน GPP พลิกโฉมจัดซื้อภาครัฐ ดันสินค้าเขียว แก้วิกฤติขยะ–ขับเศรษฐกิจหมุนเวียน

บนเวที International Public Procurement Conference 2026 (IPPC 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของกรมบัญชีกลาง ธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย แนวคิด “การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” ถูกยกระดับจากเครื่องมือด้านงบประมาณ ไปสู่กลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการนำเสนอของ ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ในหัวข้อ “Innovating for Sustainable Impact: Green Procurement and Social Value as the Default Choice” ซึ่งสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยในการใช้ “Green Public Procurement (GPP)” เป็นเครื่องมือหลักจัดการขยะและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว

ดร.สุรินทร์ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงขนาดของปัญหา โดยระบุว่าปัจจุบันโลกมีขยะมูลฝอยชุมชนสูงถึง 2.1 พันล้านตัน และอาจพุ่งแตะ 3.8 พันล้านตันภายในปี 2050 หากไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพ การจัดการขยะจึงไม่ใช่เพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

ในบริบทนี้ GPP ถูกวางให้เป็นหนึ่งใน “เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์” ควบคู่กับภาษีและมาตรการ Extended Producer Responsibility (EPR) โดยจุดแข็งสำคัญของ GPP คือการใช้ “อำนาจซื้อของภาครัฐ” ซึ่งมีสัดส่วนถึง 15–20% ของ GDP เป็นแรงขับเคลื่อนให้ตลาดหันไปหาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สาระสำคัญของนโยบายนี้ไม่ได้อยู่แค่การ “ซื้อของเขียว” แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิต จากการมองเพียง “ราคาหน้าป้าย” ไปสู่ “ราคาตลอดวงจรชีวิต” หรือ Life Cycle Cost (LCC) ที่รวมต้นทุนแฝงด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย

ประเทศไทยเริ่มต้น GPP มาตั้งแต่ปี 2548 โดยเน้นการพัฒนาเกณฑ์และสร้างแรงจูงใจ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2563 เมื่อกรมบัญชีกลางออกระเบียบกระทรวงที่กำหนดให้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ GPP เปลี่ยนจาก “ความสมัครใจ” ไปสู่ “กลไกเชิงนโยบาย”

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภาคการผลิตอย่างชัดเจน เมื่อผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการลงทุนสินค้าเขียวมากขึ้น เนื่องจากมีดีมานด์จากภาครัฐรองรับ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือราคาสินค้าสีเขียวเริ่มแข่งขันได้ และในบางกรณี “ถูกกว่าสินค้าทั่วไป” เช่น กระดาษ A4 สีเขียวที่มีราคาประมาณ 3.50 ดอลลาร์ ต่ำกว่ากระดาษทั่วไปที่ 3.80 ดอลลาร์

แนวทางการคัดเลือกสินค้าเข้าสู่ระบบ GPP ของไทยถูกออกแบบให้มุ่งเน้น “ผลกระทบจริง” โดยต้องเป็นสินค้าที่มีการใช้งานสูง มีผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ และมีมาตรฐานรองรับ เช่น ISO พร้อมทั้งประเมินตลอดทั้งวงจรชีวิต ตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการกำจัด

ตัวอย่างสินค้าที่อยู่ในระบบสะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกระดาษที่กำหนดให้มีวัสดุรีไซเคิลไม่น้อยกว่า 50% และลดสารอันตราย ยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพพลังงานและการจัดการแบตเตอรี่หลังใช้งาน หรือแม้แต่น้ำยาทำความสะอาดที่ต้องย่อยสลายได้สูงถึง 90% และปลอดภัยต่อผู้ใช้ ซึ่งมีนัยสำคัญเพราะเป็นสินค้าที่ถูกใช้จำนวนมากในสัญญาจ้างภาครัฐ

ในเชิงระบบ ประเทศไทยได้พัฒนาโครงสร้างการกำกับดูแล GPP ตั้งแต่ระดับนโยบาย โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ไปจนถึงระดับปฏิบัติผ่านคณะกรรมการควบคุมมลพิษและคณะอนุกรรมการด้านเทคนิคและการขึ้นทะเบียนสินค้า “Green Card”

ปัจจุบันไทยมีสินค้าในระบบ GPP ครอบคลุม 7 กลุ่มสินค้า กว่า 148 เกณฑ์ และมีรายการสินค้ามากกว่า 3,200 รายการ สะท้อนการขยายตัวของตลาดสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในเดือนธันวาคม 2568 ยังมีการลงนามความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการคลัง เพื่อเร่งผลักดัน GPP ให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดร.สุรินทร์ ยอมรับว่ายังมีความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยน “พฤติกรรมและความคิด” ของผู้บริโภคที่ยังคงให้ความสำคัญกับราคาถูกมากกว่าผลกระทบระยะยาว รวมถึงการผลักดันนโยบายของภาครัฐให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในระยะต่อไป กรมบัญชีกลางมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับ GPP เพื่อเป็น “Single Gateway” ของการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว และยกระดับสู่ระบบภาคบังคับเต็มรูปแบบ ขณะที่กรมควบคุมมลพิษจะทำหน้าที่สนับสนุนด้านวิชาการและเกณฑ์มาตรฐาน

ท้ายที่สุด GPP ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็น “คันโยกเศรษฐกิจ” ที่ช่วยสร้างมูลค่าใหม่ ลดขยะ และรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นระบบในอนาคต