ในวันที่คนไทยตื่นตระหนกกับฝุ่น PM 2.5 และเหงื่อตกกับค่าไฟที่พุ่งสูงจากภาวะโลกร้อน มาเขย่าขวัญภาคธุรกิจด้วย “วิกฤติเงียบ” ที่กำลังกัดกินฐานรากของเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง นั่นคือการล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ หากยังนิ่งเฉย เตรียมรับแรงกระแทกจากกฎหมายใหม่ของ “มังกรจีน” และความสูญเสียระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่โอกาสทองมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในไทยกำลังรอผู้ที่ขยับตัวสู่ Nature Positive ก่อนใคร
วิกฤติ ที่มองไม่เห็น เมื่อ “ความใกล้ตัว” กลายเป็น “ความละเลย”
ดร.ธนิต ชังถาวร ผอ.สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ เปิดประเด็นอย่างน่าสนใจ ในงานสัมมนา “Triple Planetary Crisis” เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ว่า ในขณะที่วิกฤติ PM 2.5 หรือภาวะโลกร้อน (Climate Change) เป็นเรื่องที่สาธารณชนรับรู้และตื่นตัวได้รวดเร็วเพราะกระทบต่อลมหายใจและเงินในกระเป๋าโดยตรง แต่เรื่อง "ความหลากหลายทางชีวภาพ" กลับถูกมองข้าม สาเหตุสำคัญเป็นเพราะมนุษย์มักจะ "Take it for granted" หรือมองว่าเป็นสิ่งที่ได้มาฟรีๆ และอยู่ใกล้ตัวเกินไปจนหลงลืมความสำคัญ ทั้งที่เราใช้ประโยชน์จากธรรมชาติกันตั้งแต่เช้าจรดเย็นโดยไม่รู้ตัว
ความน่ากลัวของวิกฤตินี้ถูกสะท้อนผ่านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่า ปัจจุบันโลกมีอัตราการสูญเสียสิ่งมีชีวิตเร็วกว่า "โซนปลอดภัย" (Safe Zone) ถึง 100 เท่า นอกจากนี้ มนุษย์ยังใช้พลังงานชีวภาพของระบบนิเวศไปถึง 30% ซึ่งเกินกว่าขีดจำกัดที่ควรจะเป็นเพียง 10% เท่านั้น
"น้องบีซี่" หายไป... หายนะทางอาหารก็มาเยือน
ดร.ธนิต ใช้ตัวแทนความหลากหลายทางชีวภาพอย่างแมลงผสมเกสรหรือที่เรียกว่า "น้องบีซี่" หรือผึ้งนี้เอง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ปัจจุบันอัตราการผสมเกสร (Pollination) ทั่วโลกลดลงไปกว่า 30% ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะแมลงเหล่านี้คือต้นทางของผลไม้และพืชพรรณธัญญาหาร หาก "น้องบีซี่" สูญพันธุ์ไป ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของโลกจะสั่นคลอนทันที และในอนาคตเราอาจต้องเผชิญกับสภาวะที่ผู้คนต้องแย่งชิงอาหารกันเพียงเพราะไม่มีแมลงช่วยผลิตให้เรากิน
ไทยจาก “มหาอำนาจ” สู่ “อันดับร่วง” สัญญาณเตือนภัยที่ต้องฟัง
ในอดีต ประเทศไทยเคยเป็น "มหาอำนาจด้านความหลากหลายทางชีวภาพ" (Mega Diverse Country) โดยรั้งอันดับต้นๆ ของโลก (อันดับ 6 หรือ 8) แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับน่ากังวล เมื่ออันดับของเราตกลงมาอยู่ที่ 22 ดร.ธนิต ชี้ว่าสาเหตุหลักมาจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land Use) โดยเฉพาะการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ (Big Farming) การใช้ประโยชน์ธรรมชาติที่เกินพอดี มลพิษ และผลกระทบจาก Climate Change
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณี "คั่ง" ในภาคอีสานที่ล้มตายยกรังในช่วงเมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากทนอุณหภูมิที่พุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสไม่ได้ หรือแม้แต่มะม่วงในจังหวัดชัยนาทที่เริ่มออกผลผิดฤดูกาล สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าธรรมชาติกำลังแปรปรวนจนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจระดับฐานรากแล้ว
เมื่อ "มังกรจีน" ขยับ กฎหมายใหม่ที่บีบให้ธุรกิจต้องเลือก "รอด" หรือ "ร่วง"
ประเด็นที่สร้างความตื่นตัวให้ภาคเอกชนไทยมากที่สุดคือกระแสโลกที่เปลี่ยนไป หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายเพื่อปกป้องธรรมชาติ เช่น อังกฤษที่มีกฎหมาย Biodiversity Net Gain ออสเตรเลียที่มี Nature Repair Law และญี่ปุ่นที่มียุทธศาสตร์ Nature Positive Economy
แต่แรงกระแทกที่ใหญ่ที่สุดมาจาก "จีน" ที่เพิ่งประกาศเตรียมคลอดกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับแรกที่พุ่งเป้าไปที่ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ เพื่อบังคับให้ปรับตัวเข้าสู่ยุค Nature Positive หรือ "ธรรมชาติเป็นบวก" ดร.ธนิต เผยว่าทันทีที่ข่าวนี้ออกมา ภาคเอกชนรายใหญ่ของไทยถึงกับนั่งไม่ติด เพราะกฎหมายของมังกรจีนย่อมส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ไปทั่วโลก
จากวิกฤติสู่โอกาส ขุมทรัพย์ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่รออยู่
ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า หากเรายังปล่อยให้ความหลากหลายทางชีวภาพสูญเสียไป ภาคธุรกิจทั่วโลกอาจต้องแบกรับความเสียหายสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในทางกลับกัน หากธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Nature Positive Economy ได้สำเร็จ จะสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจใหม่ๆ ได้มหาศาลถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้น ดร.ธนิต คำนวณเบื้องต้นว่าอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว
Act to Nature Positive 4 ขั้นตอนการปรับตัวของธุรกิจ
สำหรับธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้น ดร.ธนิต แนะนำแนวทาง "Act to Nature Positive" ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญคือ
- ประเมิน (Assess): ตรวจสอบว่าธุรกิจของตนพึ่งพิงหรือส่งผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างไร
- วางแผน (Plan): กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ
- ลงมือทำ (Do): หยุดยั้งการสูญเสียและฟื้นฟูธรรมชาติอย่างจริงจัง
- เปิดเผยข้อมูล (Disclosure): รายงานผลการดำเนินงานผ่านรายงาน ESG หรือรายงานประจำปี เพื่อสร้างความโปร่งใสและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและนักลงทุน
"วิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่มันคือเรื่องของวันนี้" ดร.ธนิต ทิ้งท้ายพร้อมฝากความหวังไว้ที่คนรุ่นหลังว่าเป้าหมายการฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาสมบูรณ์แบบ 100% ภายในปี 2050 จะต้องเป็นจริงให้ได้ เพื่อให้โลกนี้ยังมี "อาหาร" และ "ทรัพยากร" เหลือเพียงพอสำหรับทุกคน





