ท่ามกลางความผันผวนของระเบียบโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเด็น “สิทธิมนุษยชน” กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2568/69 ของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สะท้อนภาพรวมที่น่ากังวลว่า โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ภาวะ “ถดถอยเชิงระบบ” โดยไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะประเทศ แต่เป็นแนวโน้มที่เชื่อมโยงกันผ่านกลไกรัฐ กฎหมาย และอำนาจทางการเมืองในหลายภูมิภาค
รายงานซึ่งครอบคลุม 144 ประเทศและดินแดน ระบุว่า การโจมตีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบพหุภาคี และพื้นที่ของภาคประชาสังคม กำลังทำให้โครงสร้างการคุ้มครองสิทธิอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมชี้ถึงการก่อตัวของสิ่งที่องค์กรเรียกว่า “ระเบียบโลกแบบนักล่า” ซึ่งรัฐและผู้มีอำนาจใช้เครื่องมือทางกฎหมายและนโยบายจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ไทย ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่คลี่คลาย
สำหรับประเทศไทย รายงานระบุชัดว่า แม้จะมีพัฒนาการบางด้าน แต่ปัญหาสิทธิมนุษยชนยังคงดำรงอยู่ในลักษณะ “เชิงโครงสร้าง” และเชื่อมโยงกันหลายมิติ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ทั้งในด้านกฎหมาย นโยบาย และการบังคับใช้
"เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล" ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย อธิบายว่า ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนช่องว่างของระบบคุ้มครองสิทธิที่ยังไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญคือ ยังมีประชาชนอย่างน้อย 55 คน ถูกคุมขังจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปี 2563–2565 สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ในการแสดงออกยังคงถูกจำกัด
ขณะเดียวกัน การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือจัดการผู้เห็นต่างยังคงเป็นประเด็นที่ถูกจับตา กรณีของ พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน ที่ถูกกล่าวหาภายใต้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์และกฎหมายคอมพิวเตอร์ แม้ท้ายที่สุดจะไม่ถูกฟ้อง แต่กรณีนี้สะท้อนความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการในวงกว้าง
6 ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่น่ากังวลในไทย
รายงานของแอมเนสตี้ชี้ให้เห็น 6 ประเด็นหลักที่ยังเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ได้แก่
1. เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม ยังพบการดำเนินคดีกับนักกิจกรรมอย่างน้อย 15 คน และการใช้กฎหมายจำกัดการชุมนุมในหลายบริบท
2. นักปกป้องสิทธิมนุษยชน มีรายงานการคุกคามอย่างเป็นระบบ รวมถึงกรณีเอกสารภายในรั่วไหลที่ระบุการตั้ง “ทีมไซเบอร์” เพื่อโจมตีภาคประชาสังคม
3. การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย แม้จะมีคำพิพากษาลงโทษทหาร 13 นายในคดีทรมาน ซึ่งถือเป็นความคืบหน้า แต่ก็สะท้อนว่าปัญหานี้ยังไม่หมดไป
4. สิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ มีผู้ลี้ภัยราว 81,000 คนยังขาดหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน และเกิดกรณีส่งตัวบุคคลกลับประเทศต้นทาง
5. สิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ อาจกระทบวิถีชีวิต ขณะที่กฎหมายใหม่ยังไม่รับรองคำว่า “ชนเผ่าพื้นเมือง” อย่างชัดเจน
6. สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี ปัญหามลพิษ เหมืองแร่ และสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำ กระทบต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและชุมชนชาติพันธุ์
ประเด็นผู้ลี้ภัย ช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติ
แม้รัฐบาลไทยจะมีมติอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาประมาณ 81,000 คนสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย แต่รายงานชี้ว่า ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดจำนวนมาก ทั้งการเข้าถึงบริการพื้นฐานและความคุ้มครองทางกฎหมาย
ที่สำคัญ ยังมีกรณีการส่งตัวบุคคลกลับไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิ เช่น การส่งชาวอุยกูร์กว่า 40 คนกลับจีน และการส่งนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลับเวียดนาม ซึ่งเข้าข่ายละเมิดหลัก “ไม่ส่งกลับ” (non-refoulement) ตามมาตรฐานสากล
สิทธิไม่แยกส่วน โจทย์ใหญ่ของการปฏิรูป
รายงานย้ำว่า สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ไม่สามารถแยกออกจากสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้ เพราะการจำกัดสิทธิด้านหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิด้านอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในบริบทของไทย นี่หมายความว่า การแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนไม่สามารถทำแบบแยกส่วน แต่ต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การยุติการใช้กฎหมายจำกัดเสรีภาพ การปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังทางการเมือง การยุติการคุกคามนักปกป้องสิทธิ ไปจนถึงการยกระดับระบบคุ้มครองผู้ลี้ภัยและการรับรองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองอย่างเป็นรูปธรรม
ทางออกที่มากกว่าการแก้เฉพาะหน้า
ข้อเสนอของแอมเนสตี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เรียกร้องให้รัฐปรับแนวทางทั้งระบบให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และสร้างกลไกที่ทำให้สิทธิได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง
ในโลกที่กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากความขัดแย้ง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม รายงานฉบับนี้จึงเป็นมากกว่าการสะท้อนสถานการณ์ หากแต่เป็น “สัญญาณเตือน” ว่า การละเลยสิทธิมนุษยชนไม่เพียงกระทบต่อเสรีภาพของประชาชน แต่ยังบั่นทอนรากฐานของสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว


