“ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณทั้งหมดทั่วโลก แต่ในตอนนี้ท้องทะเล “อาเซียน” กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและมักถูกมองข้าม ข้อมูลจากศูนย์ยุทธศาสตร์และนโยบายศึกษาระหว่างประเทศระบุว่า นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ปริมาณปลาของภูมิภาคนี้ลดลงไปแล้วถึง 70-95% ซึ่งถือเป็นภาวะที่เสี่ยงต่อการล่มสลายของระบบนิเวศอย่างยิ่ง
สาเหตุหลักของวิกฤตินี้ เกิดจากการขยายตัวของการประมงในระดับอุตสาหกรรมที่ขาดการควบคุมและการประมงที่ผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันตลาดโลกมีความต้องการอาหารทะเลเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะในจีน สหภาพยุโรป และอเมริกาเหนือ เพียงแค่ในสหรัฐเพียงแห่งเดียว มีการนำเข้าอาหารทะเลจากเอเชียในสัดส่วนถึง 50% โดยมีมูลค่าการค้ารวมจากจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย สูงถึง 6,300 ล้านดอลลาร์
การทำประมงเกินขีดจำกัดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความต้องการที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านมาตรการอุดหนุนค่าน้ำมันและการลดภาษีสำหรับเรือประมงพาณิชย์ นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการเดินเรือยังทำให้กองเรือพาณิชย์สามารถค้นหาแหล่งจับปลาได้แม่นยำขึ้น และบางกรณีมีการปิดระบบติดตามเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ สภาวะเช่นนี้ทำให้ท้องทะเลไม่มีเวลาเพียงพอที่จะฟื้นฟูให้ทันต่อการประมง
สถานการณ์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า หากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) ยังคงดำเนินต่อไป ภูมิภาคนี้จะเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหารและความไม่มั่นคงทางสังคม ท้องทะเลที่เคยเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของประชากรกว่า 10 ล้านคนในอาเซียนกำลังจะหายไป ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวิกฤติที่มีผลกระทบต่อความอยู่รอดของมนุษย์ในวงกว้าง
การประมงทำลายล้าง
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุด มาจากการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้าง เช่น อวนลากคู่และอวนล้อมขนาดใหญ่ที่กวาดทุกอย่างใต้ทะเลอย่างไม่เลือกหน้า นอกจากนี้ การใช้ระเบิดปลาและไซยาไนด์ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในหลายพื้นที่ เพราะไม่เพียงแต่ฆ่าปลาเป้าหมาย แต่ยังทำลายแนวปะการังที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำถาวร ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปะการังอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานหลายทศวรรษ หรืออาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เลย
สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำประมงที่ขาดความรับผิดชอบ ในตลาดปลาจันจุงลูวาร์ ประเทศอินโดนีเซีย มีการนำฉลามหลายสายพันธุ์ทั้งที่ใกล้สูญพันธุ์และเปราะบางต่อการสูญพันธุ์มาขาย เพื่อส่งออกครีบไปยังตลาดในจีนและฮ่องกง ส่วนชิ้นส่วนอื่น ๆ ของฉลาม เช่น กระดูก ยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรจนหยดสุดท้าย
ปัญหาอวนผี เครื่องมือประมงที่ถูกทิ้งหรือสูญหายในทะเล กลายเป็นกับดักที่คร่าชีวิตสัตว์ทะเลอย่างเงียบเชียบ อรณี จงกลพัทธ์ สัตวแพทย์จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จังหวัดระยอง ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ว่า เธอต้องรักษาเต่ากระที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกอวนผีพันจนต้องตัดครีบหน้าทั้งสองข้าง สัตว์เหล่านี้มักถูกพบในกลุ่มขยะกลางทะเล ซึ่งสะท้อนถึงการจัดการขยะในอุตสาหกรรมประมงที่ล้มเหลว
ขณะเดียวกัน การจับปลาขนาดเล็กหรือลูกปลาที่ยังไม่โตเต็มวัย เพื่อนำมาทำเป็น “ปลาป่น” สำหรับอาหารสัตว์และอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งการล่มสลายของห่วงโซ่อาหาร เพราะการสูญเสียปลาเล็กปลาน้อยเหล่านี้ทำให้ไม่มีปลาโตเต็มวัยมาสืบพันธุ์ต่อ ส่งผลให้จำนวนปลาในทะเลลดลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การค้าสัตว์น้ำเพื่อการรักษาตามความเชื่อ เช่น ม้าน้ำที่ตากแห้งขายในตลาดชุมพร ยังคงมีปริมาณการค้าที่สูงแม้จะเป็นสัตว์คุ้มครอง ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกม้าน้ำรายใหญ่ที่สุดเคียงคู่กับฟิลิปปินส์และเวียดนาม การลดลงของจำนวนม้าน้ำเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบนิเวศชายฝั่งกำลังตกอยู่ในอันตรายจากการถูกเก็บเกี่ยวเกินขีดจำกัด
วิถีชีวิตชาวประมงที่เปลี่ยนไป
ในประเทศไทย วิกฤติการประมงเกินขีดจำกัดส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวประมงพื้นบ้านที่พึ่งพาทรัพยากรใกล้ฝั่ง มิมิต ฮันเทเล ชาวเลเผ่าอูรักลาโวยจ บนเกาะหลีเป๊ะ เล่าให้ NPR ฟังว่าในอดีตปลามีความอุดมสมบูรณ์มาก แต่ปัจจุบันฤดูกาลจับปลาสั้นลงและความหลากหลายของปลาก็ลดน้อยลง ทำให้เขาต้องหันไปประกอบอาชีพนำเที่ยวเพื่อหารายได้เสริม เนื่องจากไม่สามารถพึ่งพาการประมงเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเลที่ใช้เพียงเครื่องมือง่ายๆ และเรือไม้ขนาดเล็ก กำลังถูกทำลายโดยเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ชาวประมงบนเกาะหลีเป๊ะระบุว่า เรือขนาดใหญ่เหล่านี้แอบเข้ามาทำประมงผิดกฎหมายในเขตอุทยานแห่งชาติในเวลากลางคืนเพื่อเลี่ยงการจับกุม เครื่องมืออย่างอวนลากได้ทำลายปะการังที่เป็นที่อยู่อาศัยของปลา ทำให้ชาวบ้านที่เคยหาเลี้ยงชีพได้ตามประเพณีดั้งเดิมต้องเผชิญกับความยากจน
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกลับต้องพึ่งพาการนำเข้าปลาแช่แข็งจากต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เนื่องจากปลาในน่านน้ำไทยร่อยหรอลงอย่างมาก ตลาดไทยกลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่จับมาจากน่านน้ำอื่นแทนที่จะมาจากทะเลไทยเอง ความมั่นคงทางอาหารของไทยจึงต้องแขวนไว้กับทรัพยากรจากต่างแดนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในปี 2025 ชาวประมงพื้นบ้านไทยรวมตัวประท้วงรัฐบาล เพื่อไม่ให้ยกเลิกกฎระเบียบที่เคยใช้ควบคุมการประมงผิดกฎหมาย (IUU) กลุ่มทุนประมงพาณิชย์พยายามกดดันให้ลดความเข้มงวดเพื่อเพิ่มผลกำไร แต่ชาวประมงพื้นบ้านมองว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ทรัพยากรที่เริ่มฟื้นตัวกลับไปสู่สภาวะวิกฤติอีกครั้ง ความโปร่งใสและการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นประเด็นที่ขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มทุนและชาวบ้าน
ปี 2018 ประเทศไทยมีการตั้งศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก (PIPO) เพื่อแก้ปัญหาทั้งด้านทรัพยากรและสิทธิมนุษยชน แม้จะมีการตรวจเอกสารและแรงงานชาวเมียนมาอย่างเข้มข้นขึ้น แต่ระบบนี้ยังคงถูกท้าทายด้วยปัจจัยทางการเมือง หากมาตรการเหล่านี้ถูกผ่อนปรนลง ท้องทะเลไทยและชีวิตของแรงงานข้ามชาติอาจต้องเผชิญกับความมืดมนอีกครั้ง
กองเรือจีนบุกรุก
มิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมประมงในอาเซียนมีความซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น ในทะเลจีนใต้ การแย่งชิงทรัพยากรปลาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดน จีนได้ขยายกองเรือประมงติดอาวุธอย่างรวดเร็ว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแผ่อิทธิพลและควบคุมเส้นทางการค้า
โดนัลด์ คาร์เมน ชาวประมงฟิลิปปินส์ ถูกเรือจีนคุกคามและกีดกันไม่ให้เข้าไปจับปลาในแหล่งเดิมที่เขาเคยไปมานาน เขาเล่าว่าเรือจีนพยายามชนเรือเล็กของเขาและถ่ายรูปกดดัน ทำให้เขาไม่กล้าออกไปไกลฝั่ง ผลที่ตามมาคือปริมาณปลาที่เขาจับได้ลดลงจากคืนละ 400-500 กิโลกรัม กลายเป็นจับ 3 วันเหลือเพียงไม่กี่ร้อยกิโลกรัม
แรงกดดันจากกองเรือประมงจีนกำลังขยับเข้าใกล้ชายฝั่งฟิลิปปินส์มากขึ้นเรื่อย ๆ มีการสร้างฐานทัพบนแนวปะการังและโขดหินใต้น้ำ ทำให้พื้นที่ทำการประมงดั้งเดิมของชาวบ้านกลายเป็นเขตอันตราย นอกจากนี้ยังมีการใชปืนฉีดน้ำแรงดันสูง การล้อมกรอบ ไปจนถึงการใช้เลเซอร์ทางทหารส่องสว่างเพื่อไล่เรือประมงท้องถิ่น
พฤติกรรมเหล่านี้ ส่งผลให้รายได้ของชาวประมงในปาลาวันลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง วินเซนต์ เกฮิซัน ชาวประมงฟิลิปปินส์อีกรายหนึ่ง เคยถูกเรือยามฝั่งจีนกักตัวไว้นานเกือบทั้งวัน ทำให้เขาเกิดความกลัวและไม่กล้าออกไปจับปลาในน่านน้ำสากล รายได้ที่ลดลงทำให้พวกเขามีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ขาดรายได้จุนเจือครอบครัว
การใช้กองเรือประมงเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองไม่เพียงแต่สร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศ แต่ยังทำลายความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เมื่อน่านน้ำถูกปิดกั้นด้วยความขัดแย้ง การเก็บข้อมูลวิจัยปลาและการบังคับใช้กฎระเบียบเพื่อการอนุรักษ์ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ สิ่งนี้ย้อนกลับมาทำร้ายระบบนิเวศและส่งผลเสียต่อความมั่นคงทางอาหารของคนทั้งภูมิภาคในระยะยาว
แรงงานทาสและการค้ามนุษย์
วิกฤติประมงในอาเซียนไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องปลา แต่ยังมีเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่โหดร้าย แรงงานประมงจำนวนมากถูกหลอกลวงเข้าสู่ “ระบบทาสสมัยใหม่” ผ่านกระบวนการค้ามนุษย์และหนี้บุญคุณ แรงงานเหล่านี้มักมาจากพื้นที่ยากจนและถูกล่อลวงด้วยสัญญาจ้างงานที่ดูดี แต่สุดท้ายกลับถูกบังคับให้ทำงานบนเรือกลางทะเลนานนับปีโดยไม่ได้กลับเข้าฝั่ง
อักบาร์ ฟิตเรียน อดีตแรงงานประมงชาวอินโดนีเซีย เล่าถึงประสบการณ์อันขมขื่นบนเรือจีนว่าเขาต้องทำงานหนักเพื่อใช้หนี้ที่ถูกสร้างขึ้นจากการกู้เงินมาเริ่มงาน บางครั้งค่าแรงที่เขาได้รับเหลือเพียงแค่พอซื้อบุหรี่เท่านั้น และบ่อยครั้งที่รายได้ของเขาติดลบ นอกจากนี้ เขายังต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่สกปรก ขาดสุขอนามัย และการใช้ความรุนแรงจากกัปตันเรือ
ความรุนแรงบนเรือประมงบางครั้งนำไปสู่การตายที่ไม่มีการรายงาน อักบาร์เล่าว่าเขาเคยเห็นเพื่อนร่วมงานถูกกัปตันผลักตกทะเลและปล่อยให้ลอยคอออกไปโดยไม่เหลียวแล สำหรับครอบครัวที่อยู่เบื้องหลัง การสูญเสียมักจะมาพร้อมกับการปกปิดความจริง เช่นกรณีของ อานิส คูโพรติน ที่สามีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนเรือประมง แต่บริษัทจัดหางานกลับบอกเธอว่าเขาตายด้วยโรคหัวใจเพื่อเลี่ยงการจ่ายเงินชดเชย
สถาบันส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิแรงงาน (LPN) ในไทยและองค์กร Freedom Fund ระบุว่า แรงงานประมงต้องทำงานหนักถึง 16-22 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อย้ายสัตว์น้ำกลางทะเล ยิ่งทำให้เรือเหล่านี้กลายเป็น “คุกลอยน้ำ” เพราะเรือสามารถอยู่กลางทะเลได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเข้าท่าเรือเพื่อรับเสบียง ยิ่งทำให้การตรวจสอบและช่วยเหลือแรงงานทำได้ยากยิ่งขึ้น
รายงานจาก NPR ระบุว่า อุตสาหกรรมประมงในไทยและอินโดนีเซียเป็นแหล่งใหญ่ของการใช้แรงงานทาสเพื่อผลิตปลาป่นและอาหารทะเลส่งออก แม้ว่าในปัจจุบันความรุนแรงทางกายภาพอาจลดลงบ้าง แต่ถูกแทนที่ด้วยการบีบบังคับผ่านภาระหนี้สินที่ซับซ้อนขึ้น แรงงานที่ขาดการศึกษาอย่าง อินดรา ในจาการ์ตา ต้องออกมาทำงานรับจ้างและแต่งกายเป็นตัวตลกเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพหลังจากที่รอดชีวิตจากการทำงานบนเรือมาได้
หนทางสู่ความยั่งยืน
การแก้ไขปัญหาประมงเกินขีดจำกัด จำเป็นต้องอาศัยความโปร่งใสในระดับที่มากกว่าที่เป็นอยู่ ข้อเสนอหนึ่งคือการบังคับให้เรือประมงทุกลำติดตั้งระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (AIS) เพื่อให้สามารถติดตามพิกัดและพฤติกรรมของเรือได้ตลอดเวลา การเข้าถึงข้อมูลที่เปิดกว้างจะช่วยให้รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศสามารถระบุได้ว่าปลาที่จับมานั้นมาจากแหล่งที่ถูกกฎหมายหรือไม่
ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคทั่วโลกเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ การตัดสินใจเลือกซื้ออาหารทะเลที่มีการรับรองความยั่งยืนและตรวจสอบที่มาได้จะส่งแรงกดดันกลับไปยังผู้ประกอบการ บริษัทค้าปลีกและแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทานของตน ไม่ให้มีการปนเปื้อนของสินค้าจากการใช้แรงงานทาสหรือการประมงทำลายล้าง
นอกจากนี้ ความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการน่านน้ำที่ทับซ้อนกัน รัฐบาลต้องยุติการอุดหนุนกองเรือประมงพาณิชย์ที่เน้นเพียงปริมาณ แต่ควรเปลี่ยนมาสนับสนุนการประมงพื้นบ้านและการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน การเพิ่มงบประมาณและทรัพยากรให้กับหน่วยงานยามฝั่งและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบท่าเรือจะช่วยลดช่องว่างของอาชญากรรมทางทะเลได้
ในระดับสากล องค์กรอย่าง ILO และ IMO ต้องทำงานร่วมกันเพื่อขึ้นบัญชีดำเรือประมงที่มีประวัติละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายการประมง การปิดกั้นไม่ให้เรือเหล่านี้เข้าถึงท่าเรือหรือรับใบอนุญาตใหม่จะเป็นการลงโทษที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องมีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือแรงงานและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้
อนาคตของท้องทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยโชคชะตา แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในวันนี้ หากเราสามารถสร้างสมดุลระหว่างความต้องการอาหารและการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้ ภูมิภาคนี้จะยังคงเป็นแหล่งโปรตีนที่มั่นคงต่อไป การคืนอำนาจการจัดการน่านน้ำให้กับชุมชนท้องถิ่นและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้าคือแสงสว่างที่จะนำพาอาเซียนออกจากวิกฤตินี้
อ่านต่อ: Earth, NPR, The Guardian





