ในยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีก้าวล้ำมีทั้งภาพถ่ายดาวเทียม และการทำแผนที่อย่างละเอียด ทำให้การค้นพบดินแดนใหม่เป็นเรื่องยาก แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้สร้างความประหลาดใจให้กับวงการภูมิศาสตร์ด้วยการค้นพบ “เกาะใหม่” ที่ยังไม่เคยมีการบันทึกมาก่อนในพื้นที่อันห่างไกลของทวีปแอนตาร์กติกา
ช่วงต้นปี 2026 คณะสำรวจจำนวน 93 คน ขึ้นเรือตัดน้ำแข็ง Polarstern ของสถาบัน Alfred Wegener (AWI) ออกเดินทางศึกษากระแสน้ำและการละลายของน้ำแข็ง ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลเวดเดลล์
วันหนึ่งทีมวิจัยต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้ต้องนำเรือเข้าไปหลบกระแสลมทางด้านหลังของเกาะจอยน์วิลล์ บริเวณนั้นเต็มไปด้วยน้ำแข็ง แต่ไซมอน ดรอยต์เทอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำแผนที่ใต้น้ำจากสถาบัน AWI กลับสังเกตว่าพื้นที่ที่พวกเขาอยู่เป็น “เขตอันตรายที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ” แต่กลับไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าอันตรายนั้นคืออะไรหรือแหล่งที่มาของข้อมูลมาจากไหน
“เมืองมองออกไปนอกหน้าต่าง เราเห็นสิ่งที่ดูเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่มีคราบสกปรก แต่เมื่อตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เราจึงตระหนักว่ามันน่าจะเป็นหิน” ดรอยต์เทอร์กล่าวถึงวินาทีที่เริ่มสงสัย
เมื่อความสงสัยเพิ่มขึ้น ทีมงานจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังวัตถุประหลาดนั้น และเมื่อเข้าไปใกล้ สิ่งที่พบกลับไม่ใช่ก้อนน้ำแข็งลอยน้ำ แต่เป็นเกาะหินที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลน้ำแข็ง
เกาะที่เพิ่งค้นพบใหม่ ในแอนตาร์กติกา
เครดิตภาพ: lfred Wegener Institute / Christian Haas
การเข้าสำรวจดำเนินไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยเจ้าหน้าที่บนสะพานเดินเรือรักษาความลึกของน้ำใต้ท้องเรือไว้อย่างน้อย 50 เมตร เพื่อให้เรือ Polarstern สามารถเข้าใกล้เกาะได้ในระยะ 150 เมตรเพื่อความปลอดภัย
ทีมวิจัยใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำรวจหยั่งน้ำระบบดิจิตอลชนิดหลายลำคลื่น เพื่อสำรวจพื้นทะเลรอบเกาะ และใช้โดรนบินเก็บภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อสร้างแบบจำลองความสูงและแนวชายฝั่งที่แม่นยำ
ผลจากการสำรวจอย่างเป็นระบบครั้งแรกนี้พบว่า เกาะดังกล่าวมีความยาวประมาณ 130 เมตร และกว้าง 50 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าความยาวของเรือ Polarstern เล็กน้อย
เกาะแห่งนี้มีความสูงโผล่พ้นน้ำขึ้นมาประมาณ 16 เมตร โดยพื้นผิวส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็ง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มันกลมกลืนไปกับภูเขาน้ำแข็งรอบข้างจนไม่มีใครสังเกตเห็นมาก่อน
แต่สิ่งที่สร้างความงุนงงให้กับผู้เชี่ยวชาญคือ ข้อมูลในแผนที่เดิมที่ระบุตำแหน่งเขตอันตรายไว้คลาดเคลื่อนจากตำแหน่งจริงของเกาะไปถึงประมาณหนึ่งไมล์ทะเล
นอกจากนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมที่เคยมีการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ไม่สามารถแยกเกาะออกจากภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ เนื่องจากน้ำแข็งที่ปกคลุมหนาแน่นทำให้สีและลักษณะพื้นผิวดูเหมือนกันไปหมด
เครดิตภาพ: lfred Wegener Institute / Christian Haas
การค้นพบครั้งนี้ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำแผนที่อย่างละเอียด เพราะในพื้นที่ที่มีข้อมูลเบาบาง วัตถุขนาดเล็กแต่สำคัญต่อความปลอดภัยอาจถูกละเลยหรือถูกลบออกจากแผนที่ดิจิทัลได้หากไม่มีการยืนยันที่แน่ชัด
ดร.บอริส ดอร์เชล-เฮอร์ หัวหน้าทีมแผนที่ใต้น้ำ ระบุว่า ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่กระบวนการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการในระดับสากล ซึ่งทีมของเขาเคยมีประสบการณ์ในการขึ้นทะเบียนภูเขาใต้น้ำมาแล้ว
เมื่อกระบวนการตั้งชื่อเสร็จสิ้น ตำแหน่งที่แน่นอนของเกาะจะถูกเพิ่มเข้าไปในแผนที่เดินเรือสากลและฐานข้อมูลสำคัญอย่าง IBCSO เพื่อให้เรือลำอื่น ๆ สามารถเดินเรือผ่านบริเวณนี้ได้อย่างปลอดภัย
นอกจากการค้นพบทางภูมิศาสตร์แล้ว ศ.ดร.คริสเตียน ฮาส ผู้นำการสำรวจ ยังให้ความเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งในบริเวณนี้มีส่วนที่ทำให้เกาะปรากฏชัดขึ้น เพราะน้ำแข็งในทะเลเวดเดลล์เริ่มลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2017 และพบสัญญาณการละลายที่พื้นผิวอย่างรุนแรงจนมีสภาวะใกล้เคียงกับมหาสมุทรอาร์กติก ที่มีบ่อน้ำละลายบนผิวน้ำแข็ง
“เราพบน้ำจืดจากการละลายในปริมาณมากใต้แผ่นน้ำแข็ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นปราการกั้นความร้อนจากมหาสมุทรไม่ให้เข้าถึงน้ำแข็ง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตใต้แผ่นน้ำแข็งอย่างมีนัยสำคัญ” ฮาสอธิบายเพิ่มเติม
ภารกิจสำรวจบนเรือ Polarstern จะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน 2026 โดยข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมได้จะถูกนำกลับไปวิเคราะห์ เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของโลกร้อนต่อพื้นที่แอนตาร์กติกา
ที่มา: Earth, IFL Science, Phys
เครดิตภาพ: lfred Wegener Institute / Christian Haas





