วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

'กรีนวัสดุก่อสร้าง' ญี่ปุ่นโตกระโดด 1.6 แสนล้าน เมื่ออาคารไม่ใช่แค่ที่พัก

'กรีนวัสดุก่อสร้าง' ญี่ปุ่นโตกระโดด 1.6 แสนล้าน เมื่ออาคารไม่ใช่แค่ที่พัก

วิกฤติสภาพภูมิอากาศที่เร่งตัวขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลกถูกจับตามองในฐานะจำเลยสังคม ข้อมูลล่าสุด ณ ปี พ.ศ. 2569 ระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอาคารในญี่ปุ่น (ตั้งแต่การผลิตวัสดุจนถึงการรื้อถอน) พุ่งสูงถึง 40% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดในประเทศ

ญี่ปุ่นประกาศกร้าว ปฏิรูปอาคารสู่ Net Zero 2050

รัฐบาลญี่ปุ่นจึงไม่รอช้า ประกาศบังคับใช้มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานใหม่ (Energy-Efficiency Standards) ตั้งแต่เดือน เม.ย. พ.ศ. 2568 โดยบ้านและอาคารใหม่ทุกหลังต้องผ่านมาตรฐานการฉนวนกันความร้อนที่เข้มงวด ส่งผลให้ตลาดวัสดุก่อสร้างสีเขียว (Green Building Materials) ขยายตัวอย่างรุนแรง โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะพุ่งจาก 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปถึง 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท) ภายในปี พ.ศ. 2577

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก เมื่อคอนกรีต "กินคาร์บอน" และผนัง "ผลิตไฟ"

ความล้ำหน้าของเทคโนโลยีญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2569 ถูกสะท้อนผ่านรางวัล Global Environment Award ด้วยนวัตกรรมที่เปลี่ยนนิยามวัสดุก่อสร้างไม่ว่าจะเป็น 

  1. คอนกรีต Low-Carbon "e-CON": จาก Nippon Hume ที่ลดการปล่อย CO2 ได้ถึง 80% โดยใช้วัสดุพลอยได้จากอุตสาหกรรมกว่า 90% ทนทานต่อการกัดกร่อนจากเกลือและกรด เหมาะกับเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน
  2. สีเคลือบอัจฉริยะ: Kansai Paint ส่งระบบ "ALES Dynamic ECO" ที่ลดอุณหภูมิพื้นผิวได้สูงสุด 15 องศาเซลเซียส ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศอย่างมีนัยสำคัญ
  3. Perovskite Solar Cells: นวัตกรรมโซลาร์เซลล์ยุคใหม่ที่บาง เบา และยืดหยุ่น โดยกรุงโตเกียวได้เริ่มโครงการนำร่องติดตั้งเป็น "หน้าต่างผลิตไฟฟ้า" (BIPV) ณ อาคาร Telecom Center เพื่อเปลี่ยนอาคารใจกลางเมืองให้กลายเป็นโรงไฟฟ้าแนวตั้ง

ตัดภาพมาที่ไทย การขยับตัวของ "ยักษ์ก่อสร้าง" รับเทรนด์โลก

ประเทศไทยเองก็กำลังเดินหน้าในทิศทางเดียวกันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ในปี พ.ศ. 2593 และ Net Zero ในปี พ.ศ. 2608 โดยมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจดังนี้

1. เกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน (Building Energy Code - BEC): กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) มีการบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน สำหรับอาคารก่อสร้างใหม่หรือดัดแปลงที่มีขนาดตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบกรอบอาคาร (Wall & Glass) และระบบไฟฟ้าแสงสว่าง

2. การปรับตัวของภาคเอกชนไทย: ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง SCG (เอสซีจี) ได้ผลักดันแนวคิด "Green Construction" ผ่านผลิตภัณฑ์กลุ่ม SCG Green Choice เช่น คอนกรีตไฮดรอลิก (Low Carbon Cement) ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต และการนำเทคโนโลยี 3D Printing เข้ามาลดขยะจากการก่อสร้าง

3. ตลาดอสังหาริมทรัพย์สีเขียว: ปัจจุบันอาคารสำนักงานเกรด A ในกรุงเทพฯ เริ่มมุ่งเน้นการขอมาตรฐานระดับโลกอย่าง LEED หรือ TREES (ของไทย) มากขึ้น เพื่อดึงดูดผู้เช่าต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับ ESG ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ในญี่ปุ่นที่วัสดุรักษ์โลกจะช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน (Asset Value)

การที่ญี่ปุ่นเป็นสมาชิก First Movers Coalition และผลักดันการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป็นสัญญาณชัดเจนว่า "ต้นทุน" ของความยั่งยืนจะค่อยๆ ลดลงตามกลไกตลาด สำหรับไทย นี่คือโอกาสสำคัญของธุรกิจวัสดุก่อสร้างในการ Transform ตัวเองจากการเป็นผู้ผลิตวัสดุพื้นฐาน ไปสู่ผู้ให้บริการโซลูชันประหยัดพลังงาน (Energy Solution Provider)

เพราะในอนาคตอันใกล้ อาคารที่ "ไม่รักษ์โลก" จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ด้อยค่าลง ในขณะที่อาคาร "คาร์บอนต่ำ" จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้บริโภคเต็มใจจ่ายเพื่อความคุ้มค่าในระยะยาวและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

 

ที่มา : World Economic Forum