วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

ฮอร์มุซปิด เขย่าโลก ส่องแต่ละประเทศปรับตัว เมื่อพลังงานกลายเป็นอาวุธสงคราม

ฮอร์มุซปิด เขย่าโลก ส่องแต่ละประเทศปรับตัว เมื่อพลังงานกลายเป็นอาวุธสงคราม

เมื่อความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ปะทุขึ้นจนลุกลามสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ โลกไม่ได้เผชิญเพียงสงคราม หากแต่กำลังเผชิญ “แรงกระแทก” ต่อระบบพลังงานที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งโลกเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น

ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ คือเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวนมหาศาลต้องผ่านจุดนี้ทุกวัน การปิดเส้นทางดังกล่าวจึงไม่ต่างจากการ “บีบคอตลาดพลังงานโลก" โดยตรง และส่งแรงสะเทือนตั้งแต่ราคาน้ำมันในตลาดโลก ไปจนถึงค่าครองชีพของผู้คนในแทบทุกประเทศ

จากภูมิรัฐศาสตร์สู่ “ช็อกพลังงาน”

ต้นตอของวิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเผชิญหน้าทางทหาร แต่เป็นการใช้พลังงานเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ อิหร่านเลือกใช้การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็น “คันโยก” ต่อรองกับแรงกดดันจากสหรัฐ ทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนกว่า 1 ใน 5 ของโลกหยุดชะงักลงทันที

ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ราคาน้ำมันพุ่งสูง ห่วงโซ่อุปทานสะดุด และหลายประเทศต้องเผชิญภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างฉับพลัน สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ผลกระทบ แต่คือ “วิธีรับมือ” ของแต่ละประเทศ ซึ่งสะท้อนโครงสร้างพลังงานและระดับความพร้อมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ญี่ปุ่น “ลดใช้” สำคัญไม่แพ้การ “หาเพิ่ม”

สำหรับ ญี่ปุ่น ประเทศที่แทบไม่มีทรัพยากรพลังงานของตัวเอง วิกฤติครั้งนี้ถือเป็นสถานการณ์ที่เปราะบางอย่างยิ่ง ญี่ปุ่นเลือกตอบสนองด้วยแนวทางที่ไม่ใช่เพียงการแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ แต่เน้นการลดความต้องการลงอย่างเร่งด่วน

รัฐบาลปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อพยุงตลาดในระยะสั้น ขณะเดียวกันก็รณรงค์ให้ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนลดการใช้พลังงานลง พร้อมเร่งเดินหน้าแผนฟื้นฟูพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานทางเลือก แนวทางนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า ในภาวะวิกฤติ การควบคุม “ดีมานด์” อาจมีประสิทธิภาพไม่แพ้การเพิ่ม “ซัพพลาย”

เกาหลีใต้ “ไม่พึ่งพาเส้นทางเดียว”

เกาหลีใต้ เลือกใช้วิธีที่ต่างออกไป โดยเน้นการกระจายความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์อย่างชัดเจน ประเทศเร่งนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น เช่น สหรัฐและเอเชียกลาง พร้อมใช้เส้นทางขนส่งที่ไม่ผ่านฮอร์มุซ

ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันเพื่อสร้าง “กันชน” รองรับความผันผวน สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบพลังงานของเกาหลีใต้สามารถรักษาเสถียรภาพได้ดีกว่าหลายประเทศ แม้จะต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม นี่คือบทเรียนของการไม่ฝากความหวังไว้กับเส้นทางเดียว

จีน "โครงสร้างที่หลากหลายคือเกราะป้องกัน"

ในกรณีของ จีน วิกฤติฮอร์มุซไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงเท่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างพลังงานของจีนมีความหลากหลายสูง

แม้จีนจะนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก แต่ยังคงพึ่งพาถ่านหินในสัดส่วนสูง และมีการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ จีนยังมีคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ และเครือข่ายนำเข้าที่กระจายไปยังรัสเซีย แอฟริกา และเอเชียกลาง

ผลลัพธ์คือ จีนสามารถ “ดูดซับแรงกระแทก” ได้ดีกว่า และยังใช้โอกาสนี้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจพลังงานไฟฟ้า เช่น การผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าและการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น

อินเดีย "ความยืดหยุ่นเชิงตลาดในโลกที่ผันผวน"

อินเดีย เลือกใช้แนวทางที่สะท้อนลักษณะเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและเน้นการค้าเป็นหลัก อินเดียหันไปซื้อน้ำมันจากแหล่งที่มีราคาถูก เช่น รัสเซีย และใช้ตลาด spot (ตลาดซื้อขายทันที) อย่างคล่องตัว

แม้จะต้องเผชิญความเสี่ยงด้านราคาที่ผันผวน แต่ความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วทำให้อินเดียยังสามารถรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานในระดับหนึ่งได้ แนวทางนี้แสดงให้เห็นว่า “ความคล่องตัว” อาจเป็นอาวุธสำคัญในโลกที่ไม่แน่นอน

ยุโรป "วิกฤติที่กลายเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่าน"

สำหรับ สหภาพยุโรป วิกฤติฮอร์มุซซ้ำเติมสถานการณ์พลังงานที่เปราะบางอยู่แล้วจากสงครามก่อนหน้า การขาดแคลนก๊าซและ LNG ทำให้หลายประเทศต้องลดการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม และเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน

แม้มาตรการเหล่านี้จะมีต้นทุนสูงในระยะสั้น แต่กลับช่วยเร่งให้ยุโรปเดินหน้าเข้าสู่ระบบพลังงานสะอาดเร็วขึ้น วิกฤตจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหา หากแต่เป็น “ตัวเร่ง” ของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง

สหรัฐ "จากผู้บริโภคสู่ผู้กำหนดเกม"

ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐอเมริกา กลับได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์นี้ ด้วยสถานะผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จาก shale oil สหรัฐสามารถเพิ่มการส่งออกและกลายเป็นหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางตลาดพลังงานโลก

บทบาทที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้สหรัฐไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ แต่กลายเป็น “ผู้เล่นหลัก” ที่มีอิทธิพลต่อสมดุลพลังงานโลกมากขึ้น

กลุ่มเปราะบางในเงามืดของวิกฤติ

ขณะที่ประเทศขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ ประเทศกำลังพัฒนาในแอฟริกาและบางส่วนของเอเชียกลับเผชิญผลกระทบอย่างหนัก ราคาพลังงานที่พุ่งสูงทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหลายประเทศไม่มีคลังสำรองหรือโครงสร้างพลังงานที่ยืดหยุ่นเพียงพอ

ภาพนี้สะท้อนความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ว่า วิกฤตพลังงานไม่เคยกระทบทุกประเทศอย่างเท่าเทียม

การปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่มันเปิดเผยคือ “โครงสร้างที่ซ่อนอยู่” ของระบบพลังงานโลก

บางประเทศพิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความพร้อม ขณะที่บางประเทศเผยให้เห็นความเปราะบางอย่างชัดเจน และในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงดำเนินต่อไป