วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

'พ.ร.บ. ล้มละลาย' ฉบับฟื้นฟูหนี้รายย่อย นวัตกรรมแก้หนี้โครงสร้าง 25 ล้านล้าน

'พ.ร.บ. ล้มละลาย' ฉบับฟื้นฟูหนี้รายย่อย นวัตกรรมแก้หนี้โครงสร้าง 25 ล้านล้าน

"Fair Finance Thailand" ผนึกกำลังกรรมาธิการฯ และภาคประชาชน ส่งสัญญาณแรงถึงรัฐบาลใหม่ เร่งยืนยันร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเปิดทาง "ฟื้นฟูหนี้รายย่อยโดยสมัครใจ"  ชี้เป็นทางรอดเดียวที่จะจัดการหนี้เสียที่กองอยู่ในชั้นบังคับคดีสูงกว่า GDP ประเทศ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว พร้อมเปิดเกณฑ์ใหม่ "Automatic Stay-Fresh Start" มอบโอกาสข้าราชการ-SME เริ่มต้นใหม่ได้จริง

จากงานเสวนาสาธารณะ “ปลดล็อกทางตันหนี้รายย่อย ทำไมรัฐบาลใหม่ต้องสานต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย” ซึ่งจัดโดยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) ได้มีการถอดรหัสความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่เปรียบเสมือน "ทางออกสุดท้าย" ของวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย

60 วันอันตราย จี้ ครม.ใหม่ ยืนยันร่างกฎหมาย พลพชิน พฤทธิวงศ์วาณิชย์ ผู้ประสานงาน Fair Finance Thailand กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านชั้นสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วอย่างเป็นเอกฉันท์ แต่ต้องตกไปเพราะมีการยุบสภา อย่างไรก็ตาม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หยิบยกขึ้นมาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน กฎหมายนี้จะไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ “หากไม่ถูกหยิบมาในกรอบเวลา ลูกหนี้รายย่อยหลายล้านคนต้องรอต่อไป ขณะที่ดอกเบี้ยของพวกเขาไม่เคยหยุดวิ่ง” 

ถอดรหัสกฎหมายใหม่ อาวุธหนัก "Automatic Stay"

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ในฐานะรองประธานกรรมาธิการฯ ชี้ให้เห็นความล้มเหลวของกฎหมายเดิมปี 2559 ที่มีคนยื่นฟื้นฟูเพียง 10 ราย และสำเร็จ "ศูนย์ราย" จึงต้องมีการสังคายนากฎหมายใหม่โดยมีไฮไลต์สำคัญดังนี้

  • Automatic Stay: ทันทีที่ศาลรับคำร้อง จะเกิดสภาวะพักชำระหนี้ทันที เจ้าหนี้สั่งตัดน้ำ-ไฟ หรือบังคับคดีไม่ได้
  • Cramdown (การบังคับแผน): แม้เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ แต่หากแผนนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์สากลและศาลเห็นชอบ แผนก็สามารถเดินต่อได้
  • คุ้มครองข้าราชการ: ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ระบุว่า ข้าราชการที่เข้ากระบวนการฟื้นฟูหนี้ตามแผน "ไม่ต้องออกจากราชการ" แม้สุดท้ายจะถูกพิพากษาให้ล้มละลาย เพื่อให้เขามีอาชีพชำระหนี้ต่อได้
  • ปรับเพดานเข้าถึง: บุคคลธรรมดามีหนี้เพียง 1 ล้านบาท หรือหนี้ส่วนตัว 1 แสนบาท ก็เข้าเกณฑ์ฟื้นฟูได้ จากเดิมที่ตั้งไว้สูงเกินเอื้อม

วิกฤตหนี้ 25 ล้านล้าน สูงกว่า GDP พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ประธานกรรมาธิการฯ (ในขณะนั้น) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า หนี้ในกระบวนการยุติธรรมและชั้นบังคับคดีพุ่งสูงถึง 25 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่า GDP ของประเทศที่อยู่ประมาณ 18-19 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากนโยบายรัฐอย่าง กยส. ที่มีลูกหนี้กว่า 7 ล้านคน ซึ่งกลายเป็นกับดักชีวิตคนรุ่นใหม่

“กฎหมายฉบับนี้คือจุดเปลี่ยนในรอบ 100 ปี รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินสักบาทเดียว แต่เป็นการใช้กลไกยุติธรรมปรับโครงสร้างหนี้ให้ยั่งยืน” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พร้อมชี้ว่าปัจจุบันธนาคารรัฐอย่างออมสินและ ธอส. คือเจ้าหนี้ที่ฟ้องรายย่อยสูงสุด

สมาคมธนาคารไทยกังวล "ทำลายหลักประกัน"

ในอีกด้านหนึ่ง ประสิทธิ์ อัสวัฒนาภรณ์ ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่าแม้จะเห็นด้วยกับหลักการ Forgiveness (การให้อภัย) และ Fresh Start (การเริ่มใหม่) แต่ได้ฝากข้อกังวล 3 ประเด็นใหญ่

  1. ผู้ค้ำประกัน: กฎหมายใหม่ลดความรับผิดผู้ค้ำประกันลงเท่าลูกหนี้ ซึ่งอาจทำให้สัญญาค้ำประกันกลายเป็น "กระดาษเปล่า"
  2. หนี้จำนอง: การให้ผ่อนปีละ 3% ซึ่งอาจลากยาวถึง 33 ปีครึ่ง จะทำให้แบงค์ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อรายใหม่ หรือต้องเรียกหลักประกันเพิ่มขึ้น,
  3. Moral Hazard: การอนุญาตให้กลับมาฟื้นฟูหนี้ใหม่ได้ใน 6 เดือนหลังจบแผนเดิม อาจส่งผลต่อวินัยทางการเงินและต้นทุนเครดิตของประเทศ

หมอหนี้ชุมชน กลไกประคอง "คนตัวเล็ก"

นฤมล เมฆบริสุทธิ์ จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สะท้อนว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่ขาดความรู้ทางกฎหมายและมักเข้าหาเจ้าหนี้ช้าเกินไป โดยปัจจุบันมูลนิธิฯ กำลังสร้าง "หมอหนี้ชุมชน" ใน 18 เขตกรุงเทพฯ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงช่วยลูกหนี้เขียนแผนฟื้นฟู ขณะที่ คุณสฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัยฯ สรุปทิ้งท้ายว่ากฎหมายนี้ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นการลบ "มลทิน" (Stigma) ของการเป็นหนี้ เพื่อดึงศักยภาพของคนไทยกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง 

“ถึงเวลาที่รัฐบาลใหม่ต้องพิสูจน์ความจริงใจในการแก้หนี้ครัวเรือน ด้วยการเดินหน้ากฎหมายที่คืนลมหายใจให้ประชาชนโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณประชานิยมเพียงอย่างเดียว”