วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'พ.ร.บ. ล้มละลาย' ฉบับฟื้นฟูหนี้รายย่อย นวัตกรรมแก้หนี้โครงสร้าง 25 ล้านล้าน

"Fair Finance Thailand" ผนึกกำลังกรรมาธิการฯ และภาคประชาชน ส่งสัญญาณแรงถึงรัฐบาลใหม่ เร่งยืนยันร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเปิดทาง "ฟื้นฟูหนี้รายย่อยโดยสมัครใจ"

KEY POINTS

  • ภาคประชาชนและกรรมาธิการฯ ผลักดันให้รัฐบาลใหม่เร่งยืนยันร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ฉบับแก้ไข เพื่อเปิดช่องทางการ "ฟื้นฟูหนี้รายย่อยโดยสมัครใจ"
  • กฎหมายใหม่มีกลไกสำคัญคือ "Automatic Stay" หรือการพักชำระหนี้ทันทีที่ศาลรับคำร้อง และคุ้มครองข้าราชการไม่ให้ต้องออกจากงานเมื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูหนี้
  • มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาหนี้ในชั้นบังคับคดีที่มีมูลค่าสูงถึง 25 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่า GDP ของประเทศ โดยเป็นกลไกที่ไม่ต้องใช้ง

"Fair Finance Thailand" ผนึกกำลังกรรมาธิการฯ และภาคประชาชน ส่งสัญญาณแรงถึงรัฐบาลใหม่ เร่งยืนยันร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเปิดทาง "ฟื้นฟูหนี้รายย่อยโดยสมัครใจ"  ชี้เป็นทางรอดเดียวที่จะจัดการหนี้เสียที่กองอยู่ในชั้นบังคับคดีสูงกว่า GDP ประเทศ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแม้แต่บาทเดียว พร้อมเปิดเกณฑ์ใหม่ "Automatic Stay-Fresh Start" มอบโอกาสข้าราชการ-SME เริ่มต้นใหม่ได้จริง

จากงานเสวนาสาธารณะ “ปลดล็อกทางตันหนี้รายย่อย ทำไมรัฐบาลใหม่ต้องสานต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย” ซึ่งจัดโดยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) ได้มีการถอดรหัสความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ที่เปรียบเสมือน "ทางออกสุดท้าย" ของวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทย

60 วันอันตราย จี้ ครม.ใหม่ ยืนยันร่างกฎหมาย พลพชิน พฤทธิวงศ์วาณิชย์ ผู้ประสานงาน Fair Finance Thailand กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านชั้นสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วอย่างเป็นเอกฉันท์ แต่ต้องตกไปเพราะมีการยุบสภา อย่างไรก็ตาม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หยิบยกขึ้นมาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน กฎหมายนี้จะไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ “หากไม่ถูกหยิบมาในกรอบเวลา ลูกหนี้รายย่อยหลายล้านคนต้องรอต่อไป ขณะที่ดอกเบี้ยของพวกเขาไม่เคยหยุดวิ่ง” 

ถอดรหัสกฎหมายใหม่ อาวุธหนัก "Automatic Stay"

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ในฐานะรองประธานกรรมาธิการฯ ชี้ให้เห็นความล้มเหลวของกฎหมายเดิมปี 2559 ที่มีคนยื่นฟื้นฟูเพียง 10 ราย และสำเร็จ "ศูนย์ราย" จึงต้องมีการสังคายนากฎหมายใหม่โดยมีไฮไลต์สำคัญดังนี้

  • Automatic Stay: ทันทีที่ศาลรับคำร้อง จะเกิดสภาวะพักชำระหนี้ทันที เจ้าหนี้สั่งตัดน้ำ-ไฟ หรือบังคับคดีไม่ได้
  • Cramdown (การบังคับแผน): แม้เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ แต่หากแผนนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์สากลและศาลเห็นชอบ แผนก็สามารถเดินต่อได้
  • คุ้มครองข้าราชการ: ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ระบุว่า ข้าราชการที่เข้ากระบวนการฟื้นฟูหนี้ตามแผน "ไม่ต้องออกจากราชการ" แม้สุดท้ายจะถูกพิพากษาให้ล้มละลาย เพื่อให้เขามีอาชีพชำระหนี้ต่อได้
  • ปรับเพดานเข้าถึง: บุคคลธรรมดามีหนี้เพียง 1 ล้านบาท หรือหนี้ส่วนตัว 1 แสนบาท ก็เข้าเกณฑ์ฟื้นฟูได้ จากเดิมที่ตั้งไว้สูงเกินเอื้อม

วิกฤตหนี้ 25 ล้านล้าน สูงกว่า GDP พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ประธานกรรมาธิการฯ (ในขณะนั้น) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า หนี้ในกระบวนการยุติธรรมและชั้นบังคับคดีพุ่งสูงถึง 25 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่า GDP ของประเทศที่อยู่ประมาณ 18-19 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากนโยบายรัฐอย่าง กยส. ที่มีลูกหนี้กว่า 7 ล้านคน ซึ่งกลายเป็นกับดักชีวิตคนรุ่นใหม่

“กฎหมายฉบับนี้คือจุดเปลี่ยนในรอบ 100 ปี รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินสักบาทเดียว แต่เป็นการใช้กลไกยุติธรรมปรับโครงสร้างหนี้ให้ยั่งยืน” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พร้อมชี้ว่าปัจจุบันธนาคารรัฐอย่างออมสินและ ธอส. คือเจ้าหนี้ที่ฟ้องรายย่อยสูงสุด

สมาคมธนาคารไทยกังวล "ทำลายหลักประกัน"

ในอีกด้านหนึ่ง ประสิทธิ์ อัสวัฒนาภรณ์ ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่าแม้จะเห็นด้วยกับหลักการ Forgiveness (การให้อภัย) และ Fresh Start (การเริ่มใหม่) แต่ได้ฝากข้อกังวล 3 ประเด็นใหญ่

  1. ผู้ค้ำประกัน: กฎหมายใหม่ลดความรับผิดผู้ค้ำประกันลงเท่าลูกหนี้ ซึ่งอาจทำให้สัญญาค้ำประกันกลายเป็น "กระดาษเปล่า"
  2. หนี้จำนอง: การให้ผ่อนปีละ 3% ซึ่งอาจลากยาวถึง 33 ปีครึ่ง จะทำให้แบงค์ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อรายใหม่ หรือต้องเรียกหลักประกันเพิ่มขึ้น,
  3. Moral Hazard: การอนุญาตให้กลับมาฟื้นฟูหนี้ใหม่ได้ใน 6 เดือนหลังจบแผนเดิม อาจส่งผลต่อวินัยทางการเงินและต้นทุนเครดิตของประเทศ

หมอหนี้ชุมชน กลไกประคอง "คนตัวเล็ก"

นฤมล เมฆบริสุทธิ์ จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สะท้อนว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่ขาดความรู้ทางกฎหมายและมักเข้าหาเจ้าหนี้ช้าเกินไป โดยปัจจุบันมูลนิธิฯ กำลังสร้าง "หมอหนี้ชุมชน" ใน 18 เขตกรุงเทพฯ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงช่วยลูกหนี้เขียนแผนฟื้นฟู ขณะที่ คุณสฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัยฯ สรุปทิ้งท้ายว่ากฎหมายนี้ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นการลบ "มลทิน" (Stigma) ของการเป็นหนี้ เพื่อดึงศักยภาพของคนไทยกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง 

“ถึงเวลาที่รัฐบาลใหม่ต้องพิสูจน์ความจริงใจในการแก้หนี้ครัวเรือน ด้วยการเดินหน้ากฎหมายที่คืนลมหายใจให้ประชาชนโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณประชานิยมเพียงอย่างเดียว”