เมืองทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 70% และเป็นเป้าหมายหลักของภัยธรรมชาติ เมื่อโลกป่วย เมืองจึงต้องเปลี่ยน! ชวนดูแผนปฏิบัติการ 'Green Cities' ที่ใช้การลงทุนสีเขียวมาแก้ปัญหาน้ำท่วมและระบบขนส่ง
“เมืองคือสมรภูมิที่ชี้ขาดว่าเราจะชนะหรือแพ้ในสงครามสภาพภูมิอากาศ” วาทะของ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ สะท้อนความจริงที่ว่าเมืองคือตัวแปรสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน แม้เมืองจะเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและเป็นบ้านของประชากรส่วนใหญ่
แต่ในขณะเดียวกัน เมืองกลับเป็นจำเลยสังคมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 70% และเป็นด่านหน้าทีต้องรับแรงกระแทกจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่ในกรุงคีชีเนาของมอลโดวา หรือการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ในมองโกเลียเนื่องจากอากาศหนาวจัดจนอุณหภูมิติดลบต่ำกว่า 30 องศา
ความท้าทายที่เมืองทั่วโลกต้องเผชิญ
ทั่วโลกนั้นมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกัน ตั้งแต่การจัดการความหนาแน่นของตัวเมืองให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดความต้องการพลังงาน ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนระบบขนส่งสู่ยุคไฟฟ้าและการส่งเสริมการเดินหรือปั่นจักรยานแทนการใช้รถส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีโจทย์หินเรื่องอาคารเดิมที่สิ้นเปลืองพลังงาน ซึ่งการรีโนเวทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานกลายเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าการทุบแล้วสร้างใหม่ รวมถึงการเร่งเปลี่ยนผ่านโครงข่ายไฟฟ้าไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนเมืองให้เป็นสีเขียวไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือการทำให้โครงการเหล่านั้น “ดึงดูดเงินทุน” ได้จริง ซึ่งทางธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีอย่าง EBRD ได้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Arup พัฒนาแผนปฏิบัติการเมืองสีเขียว หรือ GCAP ขึ้นมาเพื่อช่วยให้เมืองต่างๆ ตั้งแต่เมกะซิตี้
อย่างอิสตันบูลไปจนถึงเมืองขนาดกลางอย่างคีชีเนา สามารถออกแบบโครงการที่ “เข้าตา” นักลงทุนได้ ตัวอย่างเช่นในอิสตันบูลที่มุ่งขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าใต้ดินเข้าสู่ย่านการเงินเพื่อลดคาร์บอน ขณะที่ในคีชีเนาเน้นไปที่การปรับปรุงการระบายน้ำและการสร้างพื้นที่สีเขียวเลียบแม่น้ำบิกเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นต่อภัยธรรมชาติ
เมื่อหันกลับมามองที่ “กรุงเทพมหานคร”
ข้อมูลจากแผนแม่บทว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พศ. 2564–2573 ระบุว่า กทม. เองก็กำลังเร่งเครื่องเต็มสูบเพื่อรับมือกับโจทย์เดียวกันนี้ เนื่องจากกรุงเทพฯ ถูกจัดว่าเป็นเมืองที่มีความเสี่ยงสูงจากระดับน้ำทะเลหนุนสูงและน้ำท่วมขัง โดยไทยมุ่งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านนโยบายที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก ทั้งการผลักดันรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus)
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านโครงการสวน 15 นาที และการเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงาน ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้แผนเหล่านี้สำเร็จได้เหมือนในต่างประเทศ คือการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อเปลี่ยนแผนงานบนกระดาษให้กลายเป็นโครงการที่ธนาคารยอมปล่อยกู้ เพื่อให้กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เมืองที่เติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเมืองที่รอดพ้นจากสงครามสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน
ที่มา : EBRD





