ในขณะที่ประเทศไทยพยายามรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี พ.ศ. 2580 อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่เพียงแค่กลไกตลาดแบบดั้งเดิม แต่คือ “ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ” ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ข้อมูลจากการเสวนาเจาะลึกในหัวข้อ "The Road to Thailand's Sustainable Finance Ecosystem" เผยให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่า ภาคการเงินไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญ ระหว่างการถูกกดดันจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมกับการฉกฉวยโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยมีกุญแจสำคัญคือการสร้าง “ระบบนิเวศการเงินยั่งยืน” ที่บูรณาการทั้งนโยบายรัฐและความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกสี่ท่าน ได้แก่ ดร. อรศรัณย์ มนุอมร ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการเงิน ธนาคารโลก, เอรอล บิเลเซน (Erol Bilecen) Head of Sustainable Finance, Swiss Bankers Association และ มาเรียม แอชรอฟฟ์ (Mariam Ashroff) Head of Sustainability Management Asia-Pacific, LGT Private Banking และ ดร.พงศ์ศิริ วรพงศ์ Head of Sustainability Strategic Intelligence ที่ SCBX เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งร่วมกันวิเคราะห์ว่าไทยต้องเร่งปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ GDP ต้องหดตัวลงถึงร้อยละ 14 จากภัยภูมิอากาศ
"ความยั่งยืน" คือความอยู่รอดของ GDP
สำหรับการพัฒนา "อนุกรมวิธานสีเขียว" (Green Taxonomy) ของไทย ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านเฟสที่ 1 และเข้าสู่เฟสที่ 2 เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดมาตรฐานกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“ดร.อรศรัณย์” กล่าวว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวไปสู่สถานะประเทศที่มีรายได้สูง จำเป็นต้องรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ให้ได้ที่ประมาณร้อยละ 5 ต่อปี อย่างไรก็ตาม หากปราศจากมาตรการบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจน เศรษฐกิจไทยอาจได้รับความเสียหายรุนแรง โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าความเสียหายอาจสูงถึงร้อยละ 7 ถึง 14 ของ GDP ในช่วงเวลาไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า
ในทางกลับกัน ความท้าทายนี้มาพร้อมกับโอกาสใหม่ โดยอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น การผลิตแผงโซลาร์เซลล์ และระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง สามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อีกร้อยละ 2 ถึง 3 ในอนาคตอันใกล้
ปัจจุบัน สินค้าสีเขียวมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 10 ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมหาศาลหากมีการลงทุนที่ถูกต้อง การเงินยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของจริยธรรม แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก
ใช้ Proxy Data เพื่อสนับสนุน SMEs
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการไหลเวียนของเงินทุนสีเขียวคือ "ช่องว่างด้านข้อมูล" โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งการทำรายงานด้านความยั่งยืนเต็มรูปแบบมีต้นทุนที่สูงเกินไป “ดร.อรศรัณย์” เสนอว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ "ข้อมูลตัวแทน" (Proxy Data) เช่น การนำบิลค่าไฟฟ้าหรือค่าน้ำมาวิเคราะห์ผ่านระบบอัตโนมัติ เพื่อประเมินรอยเท้าคาร์บอน จะช่วยลดต้นทุนในการทำ Due Diligence ของธนาคารลงได้อย่างมาก
ตัวอย่างความสำเร็จในต่างประเทศ เช่น ในประเทศจีน รัฐบาลได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสีเขียวสาธารณะเพื่อรวบรวมข้อมูล ซึ่งช่วยให้ธนาคารเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจให้สินเชื่อสีเขียวได้ง่ายขึ้น การสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่บูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงเป็น "การลงทุนที่ไม่มีคำว่าเสียใจ" สำหรับประเทศไทย
มิติที่หายไป การเงินเพื่อการปรับตัว
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดประการหนึ่งจากการเสวนาคือ การที่การเงินสีเขียวในอาเซียนส่วนใหญ่มักกระจุกตัวอยู่ในโครงการ "บรรเทาผลกระทบ" (Mitigation) เช่น พลังงานหมุนเวียนและการขนส่ง แต่กลับละเลยเรื่อง "การปรับตัว" (Adaptation) ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว
"ดร.อรศรัณย์" อธิบายว่า การปรับตัวไม่ใช่เพียงหน้าที่ของรัฐในการสร้างเขื่อน แต่เป็นเรื่องของภาคเอกชนด้วย เช่น ในอุตสาหกรรมเกษตร การลงทุนในเมล็ดพันธุ์ที่ทนแล้ง หรือระบบชลประทานอัจฉริยะ คือการปกป้องห่วงโซ่อุปทานจากการหยุดชัก
"ควรนำการเงินคาร์บอน มาเชื่อมโยงกับโครงการปรับตัวเหล่านี้ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและทำให้โครงการมีความคุ้มค่าในเชิงธุรกิจมากขึ้น โดยธนาคารโลกกำลังนำร่องโครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำในไทยเพื่อพิสูจน์แนวคิดนี้"
สถานะของไทย ระยะเริ่มต้นสู่ความเติบโต
เมื่อมองผ่านเลนส์ของธนาคารโลก ประเทศไทยในปัจจุบันถูกจัดอยู่ใน “ระยะเริ่มดำเนินการ” ของการเงินยั่งยืน "ดร.พงศ์ศิริ" ได้ตั้งคำถามสำคัญถึงสิ่งที่ไทยต้องทำเพื่อก้าวไปสู่ “ระยะเติบโตเต็มที่” ซึ่งเป็นระดับที่การเงินยั่งยืนกลายเป็นกระแสหลักและมีการลงทุนไหลเข้าสู่โครงการสีเขียวอย่างต่อเนื่อง
ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการข้ามผ่านจุดนี้มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ
- แนวทางการกำกับดูแลที่ชัดเจน: หน่วยงานกำกับดูแลต้องกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจนว่าสถาบันการเงินต้องบูรณาการความเสี่ยงด้านธรรมชาติและภูมิอากาศเข้ากับกลยุทธ์หลักอย่างไร
- กลไกแรงจูงใจที่หลากหลาย: ทั้งแรงจูงใจจากภาครัฐที่เชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติ และแรงจูงใจที่ธนาคารมอบให้ลูกค้าเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่าน
- ระบบการติดตามข้อมูลที่เข้มงวด: การมีสถิติการเงินยั่งยืนที่แม่นยำเพื่อใช้ในการวางนโยบายและติดตามผล
การกำกับดูแลที่สมดุล
"เอรอล บิเลเซน" ให้ความเห็นว่าการเงินควรมองว่าเป็นสิ่งที่ลื่นไหลเหมือน "สายน้ำ" การกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปอาจกลายเป็นการขวางทางน้ำและทำลายพลังงานในการสร้างนวัตกรรม ประสบการณ์จากสวิตเซอร์แลนด์ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้แนวทางที่เน้นหลักการมากกว่ากฎระเบียบที่บังคับรายรายละเอียด
การสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบในระดับบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินสามารถก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องรอกฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว การหารืออย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมจะช่วยให้เกิดความเข้าใจร่วมกันว่ามาตรการใดที่นำไปใช้ได้จริง
"เอรอล บิเลเซน" เน้นย้ำว่าความรับผิดชอบของมนุษย์ คือ "สูตรลับ" ที่จะทำให้การกำกับดูแลตนเองมีความน่าเชื่อถือ
การลงทุนที่เน้นผลลัพธ์เชิงระบบ
"มาเรียม แอชรอฟฟ์" เตือนว่าไทยไม่ควรเพียงแค่คัดลอกมาตรฐานจากภูมิภาคอื่น เช่น สหภาพยุโรป มาทั้งหมด แต่ต้องปรับให้เข้ากับบริบทเฉพาะของประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการกีดกันอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
"พลวัตที่น่าสนใจในเอเชียคือการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเจ้าของธุรกิจครอบครัวและผู้มีความมั่งคั่งสูง ซึ่งเป็นผู้นำในภาคธุรกิจจริง คนกลุ่มนี้ไม่ได้มองเรื่องความยั่งยืนเพียงเพื่อการรายงานผล แต่เป็นเรื่องของการอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว หลายธุรกิจได้เปลี่ยน ขยะให้เป็นทรัพย์สิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานปกติไปแล้ว"
นอกจากนี้ แนวคิดเรื่อง "กุศลภาพ" ในเอเชียกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางการลงทุน การนำเงินบริจาคมาใช้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงระบบ และการหาผลตอบแทนในเชิงประโยชน์ต่อสังคมเป็นเทรนด์ที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น โครงการ Ocean X ซึ่งเป็นเรือวิจัยระดับลึกที่เข้ามาทำงานในฮ่องกงและเอเชีย เพื่อช่วยรัฐบาลในการทำแผนที่ทะเลและทำความเข้าใจทรัพยากรใต้น้ำ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้รัฐบาลบริหารจัดการประมงได้อย่างยั่งยืน ป้องกันการจับปลาเกินขนาด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของชุมชนชายฝั่ง
"มาเรียม แอชรอฟฟ์" เปรียบเปรยการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเหมือนการเข็นครกขึ้นภูเขา แต่ปัจจุบัน ครกใบนั้นไม่ได้หยุดนิ่งอีกต่อไป เพราะมีแรงขับเคลื่อนจากคนทั่วโลกที่กำลังทำงานในเรื่องนี้
"สิ่งที่ไทยต้องทำคือการเข้าร่วมการเคลื่อนไหว และรวมพลังของทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันให้รวดเร็วยิ่งขึ้น หากประเทศไทยสามารถสร้างระบบนิเวศการเงินยั่งยืนที่เข้มแข็งได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิอากาศ แต่จะเป็นการวางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูงที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว"
บทสรุปและอนาคต 12 เดือนข้างหน้า
เส้นทางสู่การเงินยั่งยืนของไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้าคือการเปลี่ยนจาก "การวางกรอบ" ไปสู่ "การปฏิบัติ" ที่เห็นผลชัดเจน ข้อเสนอแนะสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญคือ
- ภาคอุตสาหกรรมและผู้กำกับดูแล: ต้องมีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจอุปสรรคที่เกิดขึ้นจริงในการนำ Taxonomy ไปใช้
- การพัฒนาฐานข้อมูล: การลงทุนในระบบข้อมูลดิจิทัลที่บูรณาการและใช้ Proxy Data เพื่อลดภาระของ SMEs
- การสร้างโครงการที่ธนาคารยอมรับได้: ต้องมีการสร้าง Pipeline ของโครงการที่มีความพร้อมมากกว่านี้ โดยใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย เช่น Blended Finance หรือ Carbon Finance เข้ามาเสริม





