ปมขัดแย้งอิหร่านปะทุฉุด "ช่องแคบฮอร์มุซ" สู่ภาวะอัมพาต ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งแตะ 106 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล จับตาไทยกลุ่มเสี่ยงเหตุพึ่งพานำเข้าจากตะวันออกกลางสูงกว่า 50% หวั่นดีเซล ขยับขึ้นแตะ 50 บาทภายใน พ.ค. นี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
เส้นเลือดใหญ่พลังงานโลกตีบตัน เมื่อ 25% ของน้ำมันโลกถูกปิดตาย
รายงานจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2568 ปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" มีปริมาณสูงถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ทว่านับตั้งแต่ชนวนความขัดแย้งในอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2569
ที่ผ่านมา ช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้ถูกสั่งปิดโดยปริยาย ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันหลายร้อยลำและลูกเรือนับพันต้องติดค้างอยู่กลางทะเล ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะยานแตะ 106 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่เทรดกันเพียง 70 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล
เจาะขุมทรัพย์น้ำมันโลก ใครคือเจ้าของตัวจริง?
ข้อมูลจาก OPEC Annual Statistical Bulletin เผยการจัดอันดับประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นตัวแปรสำคัญในสมการภูมิรัฐศาสตร์:
- เวเนซุเอลา: 303,000 ล้านบาร์เรล
- ซาอุดีอาระเบีย: 267,000 ล้านบาร์เรล
- อิหร่าน: 208,000 ล้านบาร์เรล
- แคนาดา: 163,000 ล้านบาร์เรล (ส่วนใหญ่เป็น Oil Sands)
- อิรัก: 145,000 ล้านบาร์เรล
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): 113,000 ล้านบาร์เรล
ส่องผลกระทบ "ไทย" ดีเซลจ่อวิกฤติ 50 บาท?
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์นี้ถือเป็น "ฝันร้าย" ทางเศรษฐกิจ ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานและศูนย์วิจัยเศรษฐกิจต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าไทยมีความเปราะบางอย่างยิ่ง
- การนำเข้าที่พึ่งพาตะวันออกกลาง: ในปี พ.ศ. 2568 ไทยนำเข้าเชื้อเพลิงจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (28.8%) ซาอุดีอาระเบีย (9.1%) และ กาตาร์ (6.6%) ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
- คาดการณ์ราคาน้ำมันขายปลีก: Krungthai COMPASS ประเมินว่าหากช่องแคบปิดต่อเนื่อง 3 เดือน (มี.ค. - พ.ค. 2569) ราคาน้ำมันดีเซลในไทยอาจพุ่งจากเฉลี่ย 32 บาท/ลิตร ไปแตะระดับ 45.3 บาท/ลิตร ในเดือน พ.ค. หากภาครัฐไม่มีมาตรการอุดหนุนเพิ่มเติ ซึ่งราคาคาน้ำมันดีเซล ณ วันที่ 3 เม.ย. ทะลุ 47.7 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
- ต้นทุนสินค้าพุ่ง: ธุรกิจขนส่งและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบ ตามมาด้วยค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569 จากต้นทุนก๊าซ LNG ที่สูงขึ้น
ทางออกสู่ "Clean Energy" บทเรียนจากวิกฤติ
World Economic Forum (WEF) ระบุในดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (ETI) ปี พ.ศ. 2568 ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นตัวเร่งให้โลกต้องหันไปหาพลังงานสะอาดที่ยืดหยุ่นกว่า
ประเทศไทยเองก็เริ่มขยับตัวผ่าน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% ภายในปี พ.ศ. 2580 รวมถึงการเร่งลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เพื่อลดการพึ่งพิงน้ำมันดิบจากพื้นที่เสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
"วิกฤติฮอร์มุซไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมัน แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า ความมั่นคงทางพลังงานที่ผูกติดกับฟอสซิลในภูมิภาคเดียว คือความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยไม่อาจแบกรับได้อีกต่อไป"
ที่มา : World Economic Forum





