วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

วิกฤติพลังงาน-ความยั่งยืน ในวันที่ 'เอเชีย' แบกรับสมรภูมิเทคโนโลยีโลก

วิกฤติพลังงาน-ความยั่งยืน ในวันที่ 'เอเชีย' แบกรับสมรภูมิเทคโนโลยีโลก

เปิดม่านความจริงเบื้องหลังความล้ำสมัยของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ไม่ได้เป็นเพียงซอฟต์แวร์ไร้ตัวตน แต่คือ “สัตว์ร้าย” ที่กระหายทรัพยากรมหาศาล ถึงความท้าทายของดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตร้อน การดิ้นรนของเอเชียที่ต้องสู้ด้วยโครงสร้างพื้นฐานยุคเก่า และเสียงเพรียกให้เปลี่ยน "ค่าตอบแทน CEO" เป็นตัวชี้วัดความเขียวเพื่อกู้โลกให้ทันเวลา

ถอดรหัส AI กับภารกิจกู้โลก (หรือทำลายโลก?)

ในขณะที่โลกกำลังตื่นเต้นกับความมหัศจรรย์ของ Chatbot และความอัจฉริยะของระบบประมวลผล หลายคนอาจมีความเข้าใจผิดว่า AI เป็นเพียง "พลังงานที่จับต้องไม่ได้" (Ethereal force) แต่ในความเป็นจริง AI มีโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้และต้องการทรัพยากรมหาศาล ทั้งในการสร้างและการเดินระบบ ซึ่งนำไปสู่คำถามสำคัญด้านความยั่งยืนว่า "เรามีทรัพยากรเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงความหิวโหยที่ไม่สิ้นสุดของ AI หรือไม่?"

มากกว่าแค่แชทบอท นิยามใหม่ของ AI และ ESG อาจิต เมลาโคด รองประธานอาวุโส เอเชียแปซิฟิก คอนเซนทริกซ์ กล่าวในงาน 5th annual Sustainability Week Asia ว่า AI เท่ากับ Generative AI เท่านั้น โดยเขาแบ่งประเภทของ AI ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

  • Operational AI: ระบบที่อยู่รอบตัวเรา เช่น ระบบไฟอัจฉริยะในอาคาร
  • Conversational AI: แชทบอทที่ตอบโต้กับมนุษย์
  • Generative AI (Gen AI): เทคโนโลยีที่สร้างความฮือฮาจากการมาถึงของ OpenAI

ในอนาคต การประมวลผลส่วนใหญ่จะย้ายจากดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มาอยู่ที่ Edge Computing หรือในตัวอุปกรณ์เองมากขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกลยุทธ์ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) พร้อมทั้งฝากข้อคิดตลกร้ายว่า บางครั้ง "ความโง่เขลาตามธรรมชาติ" (Natural Stupidity) ของมนุษย์ในการใช้งานเทคโนโลยี ก็อาจเป็นอุปสรรคที่ใหญ่กว่าตัวเทคโนโลยีเองเสียอีก

เมื่อ "พลังงาน" กลายเป็นโซ่ตรวนเส้นใหม่

ในยุคก่อน เราอาจกังวลเรื่องการขาดแคลนข้อมูลหรือบุคลากร แต่ ชาราด โซมานี หัวหน้าฝ่ายให้คําปรึกษาด้าน ESG สิงคโปร์ หัวหน้าฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน เอเชียแปซิฟิก KPMG ยืนยันว่าปัจจุบัน "พลังงาน" ได้กลายเป็นข้อจำกัดหลัก (Binding Constraint) ของการเติบโตของ AI ไปเสียแล้ว

เขายกตัวอย่างสถานการณ์ใน สิงคโปร์ ที่เคยต้องระงับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ชั่วคราวเนื่องจากข้อจำกัดด้านพลังงานสะอาด รวมถึงใน ยะโฮร์ มาเลเซีย ที่กำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านน้ำและพลังงานอย่างหนัก ปัจจุบัน รัฐบาลสิงคโปร์ได้ออกมาตรการคุมเข้ม โดยกำหนดว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ต้องใช้พลังงานสะอาดอย่างน้อย 50% และต้องมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) ไม่เกิน 1.25 ซึ่งบีบให้ผู้ให้บริการต้องหันมาเป็น "ผู้จัดหาพลังงานเขียว" ด้วยตัวเอง มากกว่าจะเป็นแค่ผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว

ชะตากรรมของ "เอเชีย" ในสมรภูมิเขตร้อน

ฮาร์ชา เรดดี้ รองประธานและหัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนระดับโลก อินโดรามา เวนเจอร์ส จํากัด (มหาชน) ได้สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำที่เอเชียต้องเผชิญเมื่อเทียบกับยุโรปหรืออเมริกาเหนือ โดยระบุว่าโครงข่ายไฟฟ้าในเอเชียกว่า 60-70% ยังคงผลิตจากถ่านหิน

นอกจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว "สภาพอากาศ" ยังเป็นศัตรูตัวฉกาจ ดาต้าเซ็นเตอร์ในแถบเอเชียต้องใช้พลังงานสูงถึง 40% ไปกับการหล่อเย็นเนื่องจากความร้อนชื้น ในขณะที่ยุโรปมีค่า PUE อยู่ที่ 1.05 แต่สิงคโปร์กลับอยู่ที่ 1.3 ซึ่งส่วนต่างเพียง 0.25 นี้หมายถึงการสิ้นเปลืองพลังงานมหาศาลหลายล้านกิโลวัตต์

เสียงเพรียกถึง CEO และพลังในมือ

"เราเคยเห็นผลตอบแทน (Remuneration) ของ CEO คนไหนที่ผูกติดกับดัชนีความยั่งยืนอย่างจริงจังบ้าง?" เขามองว่าหากตราบใดที่ความสำเร็จยังวัดกันแค่ผลกำไรทางเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนก็จะล่าช้า

เขายังเสนอให้ประชาชนทั่วไปใช้ "อาวุธ" ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุคนี้ นั่นคือ โซเชียลมีเดีย ในการกดดันบริษัทที่ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และหันมาสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลก เช่น การเลือกใช้พลาสติกที่รีไซเคิลได้ (Recycled PET) เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน

ความหวังบนปลายอุโมงค์ อย่างไรก็ตาม เอเชียเริ่มมีการขยับตัวที่น่าสนใจ เช่น โครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในอินเดียที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับโครงการมูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ Google ซึ่งเป็นการสร้างแหล่งพลังงานสะอาดขึ้นมาเองแทนที่จะไปเพิ่มภาระให้กับโครงข่ายไฟฟ้าสาธารณะที่มีประชากรหนาแน่น

AI สามารถเป็นได้ทั้ง "ตัวทำลาย" และ "ผู้กอบกู้" ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถบริหารจัดการทรัพยากร พลังงาน และความรับผิดชอบร่วมกันได้รวดเร็วแค่ไหน ก่อนที่เทคโนโลยีจะเติบโตเกินกว่าที่โลกจะรับไหว