วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

งบรั่วเพราะภัยแล้ง-ท่วม ถอดบทเรียน 'แอฟริกาโมเดล' ใช้ประกันคุ้มครองเศรษฐกิจไทย

งบรั่วเพราะภัยแล้ง-ท่วม ถอดบทเรียน 'แอฟริกาโมเดล' ใช้ประกันคุ้มครองเศรษฐกิจไทย

ส่องกลยุทธ์ African Risk Capacity (ARC) ปฏิรูปการเงินรับมือภัยพิบัติด้วย "ประกันภัยพารามิเตอร์" เติมสภาพคล่องฉับไว ไม่ต้องรอรับบริจาค ขณะที่ไทยปี 2569 เผชิญโจทย์หิน ทั้งความเสี่ยงเอลนีโญและต้นทุนเคลมภัยธรรมชาติพุ่งแตะ 2.3 หมื่นล้าน จับตา คปภ. เร่งเข็นแผนพัฒนาการประกันภัยฉบับที่ 5 ปั้น DRF เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ

บทเรียนจากแอฟริกา เปลี่ยน ‘ความช่วยเหลือ’ เป็น ‘กลไกการเงิน’

ในขณะที่ทวีปแอฟริกากำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) แต่ก้าวย่างสำคัญกลับถูกสั่นคลอนด้วยภัยพิบัติทางภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง ตั้งแต่ไซโคลนถล่มมาดากัสการ์ ไปจนถึงวิกฤติภัยแล้งยาวนานในกลุ่มประเทศ Horn of Africa ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ พ.ศ. 2563 วิกฤติเหล่านี้ไม่เพียงทำลายชีวิต แต่ยังกัดกินงบประมาณแผ่นดินที่ควรจะถูกใช้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

African Risk Capacity (ARC) หน่วยงานเฉพาะกิจของสหภาพแอฟริกา (AU) จึงก้าวเข้ามาเป็น "Game Changer" ด้วยการใช้กลไก Disaster Risk Financing (DRF) หรือการจัดหาเงินทุนเพื่อความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ผ่านโมเดล "ประกันภัยพารามิเตอร์ (Parametric Insurance)"

"หัวใจสำคัญคือความเร็ว หากค่าดัชนีอากาศแตะระดับที่กำหนด เงินชดเชยจะถูกโอนทันทีโดยไม่ต้องรอประเมินความเสียหายหน้างานนานเป็นเดือน" 

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2562 เพียงประเทศเดียวอย่าง มาดากัสการ์ ได้รับเงินชดเชยไปแล้วเกือบ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 900 ล้านบาท) เพื่อฟื้นฟูผลกระทบจากไซโคลนและภัยแล้ง ช่วยให้รัฐบาลไม่ต้องดึงงบส่วนอื่นมาโปะ และป้องกันไม่ให้เกษตรกรตกอยู่ในวงจรหนี้สิน

ส่องกระจกดูไทย พ.ศ. 2569 เมื่อ ‘ภัยเงียบ’ เริ่มส่งเสียงดัง

สถานการณ์ในไทยปี พ.ศ. 2569 มีความคล้ายคลึงกับแอฟริกาอย่างน่ากังวล ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและนักวิชาการระบุว่า หลังจากผ่านพ้นช่วงฝนชุกในปี พ.ศ. 2568 ไทยกำลังมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจะนำไปสู่ภัยแล้งที่รุนแรงกว่าเดิม

นอกจากนี้ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า จากมหาอุทกภัยในช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนพุ่งสูงกว่า 23,000 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนการประกันภัยต่อ (Reinsurance) ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น กดดันให้ภาคธุรกิจและรัฐบาลไทยต้องเร่งหาโมเดลการเงินรูปแบบใหม่มาบริหารจัดการความเสี่ยง

3 กลยุทธ์ที่ไทยต้อง 'Layer' ความเสี่ยงตามรอยแอฟริกา

เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจไทยไม่สะดุด รัฐบาลและภาคเอกชนกำลังเร่งผลักดันกลไกที่สอดคล้องกับแนวทางของ ARC ดังนี้

  1. Strategic Risk Layering: การแบ่งชั้นความเสี่ยง โดยใช้ "งบกลาง" สำหรับภัยพิบัติขนาดเล็ก และใช้ "ประกันภัยพารามิเตอร์" หรือ "พันธบัตรภัยพิบัติ (Catastrophe Bonds)" สำหรับภัยพิบัติขนาดใหญ่ เพื่อลดภาระการคลัง
  2. Capacity Building: เหมือนกับโปรแกรมของ ARC ที่บังคับให้รัฐบาลต้องมี "แผนเผชิญเหตุ" ก่อนทำประกัน ประเทศไทยภายใต้ แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2567-2569) ของสำนักงาน คปภ. กำลังยกระดับระบบประกันภัยให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการบริหารความเสี่ยงของประเทศ
  3. Gender & Inclusive Resilience: การเข้าถึงความช่วยเหลือต้องครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง เช่น เกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการหญิง ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจฐานราก

Disaster Risk Financing ไม่ใช่ 'ภาระ' แต่คือ 'การลงทุน'

บทสรุปจากการเสวนาไฮเลเวลระดับโลกเมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ย้ำชัดว่า DRF คือทางออกที่จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาลงทุนในอนาคตได้อย่างมั่นใจ

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านสู่ "เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)" และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-Smart Infrastructure) จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเรายังต้องคอย "ทุบกระปุก" งบพัฒนามาจ่ายค่าล้างโคลนหลังน้ำท่วมอยู่ทุกปี

ที่มา : World Economic Forum