จากกรณีความผันผวนของเปลือกโลกในภูมิภาค ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ ได้เปิดเผยข้อมูลในงานงาน เปิดตัว “SRI Alert” (ศรีเตือนภัย) บูรณาการ AI-IoT-Digital Twin เปลี่ยนเมืองไทยจาก 'ตั้งรับ' สู่ 'เชิงรุก' ว่างานวิจัยล่าสุดที่น่ากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์แผ่นดินไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครอย่างรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยระบุว่าแม้เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมาจะเกิดจากรอยเลื่อนสะกายในประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นการไถลตัวในช่วงกลางรอยเลื่อน แต่หากเกิดการไถลตัวในช่วงล่างของรอยเลื่อนซึ่งอยู่ใกล้ไทยมากขึ้น ผลกระทบที่ส่งถึงกรุงเทพฯ จะรุนแรงกว่าเดิมอย่างมหาศาล
เจาะลึก "แอ่งดินอ่อน" ตัวการขยายแรงสะเทือน 6 เท่า
ความน่ากลัวที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ระยะทาง แต่อยู่ที่ "ลักษณะทางธรณีวิทยา" ของกรุงเทพฯ ศ.ดร.เป็นหนึ่ง ระบุว่าข้อมูลจากสถานีวัดการสั่นสะเทือนชี้ชัดว่า คื้วแผ่นดินไหวเมื่อเดินทางมาถึงพื้นที่นอกแอ่งดินอ่อนจะมีความเร่งสูงสุดเพียง 3-6 mg แต่เมื่อเข้าสู่ "แอ่งดินอ่อนกรุงเทพฯ" คลื่นกลับถูกขยายความรุนแรงขึ้นเป็น 20 mg หรือ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3-6 เท่า
นอกจากนี้ คลื่นในกรุงเทพฯ ยังมีลักษณะพิเศษคือ "สั่นช้าแต่ยาวนาน" โดยอาจสั่นต่อเนื่องได้นานถึง 2 นาที ซึ่งคลื่นเหล่านี้จะเลือกขยายสัญญาณเฉพาะบางความถี่ที่ค่า 1.6 วินาที 2.8 วินาที และ 6.3 วินาทีต่อรอบ ซึ่งตรงกับจังหวะการแกว่งตัวของอาคารสูงพอดี
"ตึกสูงพิเศษ" กลุ่มเสี่ยงอันตราย 50%
ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "การสั่นพ้อง" (Resonance) คือกุญแจสำคัญที่ทำให้อาคารบางแห่งเสียหายหนักกว่าอาคารรอบข้าง จากการรวบรวมข้อมูลความเสียหายพบว่า
- อาคารสูงระดับกลาง (ประมาณ 24 ชั้น): ที่มีจังหวะการสั่น 2.4 วินาที พบความเสียหายประมาณ 10% จากจำนวนเกือบ 1,000 หลัง
- อาคารสูงพิเศษ (ประมาณ 60 ชั้น): ที่มีจังหวะการสั่น 6 วินาที แม้ในพื้นที่สำรวจจะมีเพียง 6 หลัง แต่กลับพบความเสียหายไปแล้วถึง 3 หลัง หรือคิดเป็น 50% ของกลุ่มอาคารประเภทนี้
สำหรับรูปแบบความเสียหายมีตั้งแต่ "ระดับสีเขียว" (ร้าวเฉพาะส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง) ไปจนถึง "ระดับสีแดง" (รุนแรงจนโครงสร้างถูกทำลาย เหล็กเสริมโก่งตัว) ซึ่งกระจายตัวอยู่สม่ำเสมอตามเขตที่มีตึกสูงหนาแน่น ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง
เปิดแผนรับมือ "Damper" และระบบเตือนภัย 60 วินาที
ศ.ดร.เป็นหนึ่ง เสนอทางออกเชิงวิศวกรรมที่สำคัญคือการติดตั้ง "Damper" (อุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือน) เนื่องจากอาคารสูงส่วนใหญ่ในไทยมีอัตราการสลายพลังงาน (Damping) ต่ำเพียง 1-2.5% แต่หากติดตั้งอุปกรณ์เสริมจะสามารถเพิ่มอัตราการสลายพลังงานได้ถึง 5-10% ซึ่งจะช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนในประเทศญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบ Early Warning โดยอาศัยคลื่น P-wave ที่เดินทางเร็วกว่าคลื่นทำลายล้าง (S-wave) จากการตรวจวัดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์พบว่า เราจะมีเวลาล่วงหน้าประมาณ 1 นาที ก่อนที่การสั่นสะเทือนรุนแรงจะมาถึง
"ระยะเวลา 60 วินาทีนี้เพียงพอที่จะหยุดระบบสำคัญหรือเตรียมตัวรับแรงกระแทกได้" ทั้งนี้ ภายในปีหน้า ศูนย์วิจัยฯ ตั้งเป้าจะติดตั้งอุปกรณ์ Structural Health Monitoring เพื่อตรวจวัดสุขภาพอาคารนำร่องไม่น้อยกว่า 20 หลัง ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย เพื่อยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานไทยสู่มาตรฐานสากล





