วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

'ความยั่งยืน = กำไร' สูตรสำเร็จธุรกิจยุคใหม่ที่วัดผลได้จริง

'ความยั่งยืน = กำไร' สูตรสำเร็จธุรกิจยุคใหม่ที่วัดผลได้จริง

ในยุคที่ความผันผวนทางเศรษฐกิจเปรียบเสมือนพายุที่พัดมาไม่ขาดสาย ผู้นำองค์กรหลายคนกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่างการรัดเข็มขัดเพื่อความอยู่รอดในระยะสั้น กับการลงทุนใน "ความยั่งยืน" ที่มักถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวและใช้เงินสูง แต่ผลการศึกษาล่าสุดจากรายงาน Project ROI 2025 กำลังพลิกกระดานความคิดเดิมๆ ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่การทำดีเพื่อเอาหน้า แต่เป็น "เครื่องยนต์กำไร" ตัวใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในศตวรรษนี้

จาก ‘ต้นทุน’ สู่ ‘ความได้เปรียบ’ ที่วัดผลได้ด้วยตัวเลข

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน คำว่าความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อาจเป็นเพียงหัวข้อหนึ่งในหน้ากระดาษรายงานประจำปี แต่ใน พ.ศ. 2568 นี้ รายงานที่สังเคราะห์จากงานวิจัยชั้นนำกว่า 640 ฉบับทั่วโลกได้ส่งสัญญาณเตือนว่า บริษัทที่ยังมองความยั่งยืนเป็นแค่ภาระกำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะผลตอบแทนที่ได้รับจากการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นระบบนั้น "ชวนตะลึง" ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าบริษัทที่อาจทะยานสูงขึ้นถึง 36% หรือผลกำไรที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 21%

ความน่าสนใจของข้อมูลชุดนี้ไม่ได้อยู่ที่แค่ตัวเลขที่สวยหรู แต่อยู่ที่การพิสูจน์ให้เห็นว่าความยั่งยืนคือ "แม่เหล็ก" ที่ดึงดูดทรัพยากรทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อแบรนด์ที่ไว้วางใจได้จนยอดขายโตขึ้น 20% หรือแม้แต่คนทำงานที่สะท้อนผ่านอัตราการลาออกที่ลดลงเกินครึ่ง นั่นหมายความว่าองค์กรที่ยั่งยืนคือองค์กรที่มีความสุขและมีประสิทธิภาพในการผลิต (Productivity) สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

กลยุทธ์ 3 สเต็ป เปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นมูลค่า

อย่างไรก็ตาม การจะคว้าผลลัพธ์เหล่านั้นมาครองไม่ได้มาจากการทำกิจกรรมเป็นครั้งคราว แต่ต้องอาศัยการ "ร้อยเรียง" ความยั่งยืนเข้ากับกระดูกสันหลังของธุรกิจ เริ่มต้นจากการสร้าง ‘ความเชื่อมั่นที่กินใจ’ (Intuitively Credible) ผู้นำต้องเลิกมองว่า ESG คือกฎระเบียบที่ต้องทำตาม และเปลี่ยนมาเป็นการสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับ "ความไว้วางใจ" เพราะในท้ายที่สุด มนุษย์ตัดสินใจด้วยอารมณ์ความรู้สึกพอๆ กับเหตุผล ใครเล่าจะไม่อยากทำธุรกิจกับบริษัทที่แคร์ผลกระทบต่อผู้คนและโลก

ขั้นต่อมาคือการ ‘ฝังรากเข้าสู่เนื้อแท้’ (Embed) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างมูลค่า รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะมองหา "จุดลงตัว" (Sweet Spots) ระหว่างผลกำไรกับปัญหาสังคม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ไม่ได้แค่ลดขยะ แต่คือการลดต้นทุนวัตถุดิบและสร้างรายได้จากของที่เคยถูกมองว่าไร้ค่า ดังเช่นค่ายรถยนต์ระดับโลกที่สามารถเพิ่มกำไรได้มหาศาลจากการนำชิ้นส่วนกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่

ท้ายที่สุดคือการ ‘วัดผลและต่อยอด’ (Measure & Scale) เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเห็นผลจริง ธุรกิจต้องมีไม้บรรทัดที่แม่นยำเพื่อวัดว่าเงินที่จ่ายไปในงบประมาณดำเนินงาน (OpEx) นั้น แปลงกลับมาเป็น ROI หรือผลตอบแทนจากการลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้การขับเคลื่อนความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการลอยชายไปตามกระแส แต่เป็นการเดินหน้าด้วยเข็มทิศที่ชัดเจน

ส่องกล้องมองไทย ESG คือทางรอดในสมรภูมิโลก

สำหรับประเทศไทย กระแสนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าบริษัทไทยที่นำแนวคิด ESG มาปรับใช้ไม่ได้มีดีแค่ภาพลักษณ์ แต่มีผลตอบแทนจากราคาหุ้น (Total Shareholder Return) ที่เหนือกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ผลักดันรายชื่อหุ้นยั่งยืน (SET ESG Ratings) จนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่นักลงทุนสถาบันใช้พิจารณาเข้าซื้อหุ้น

นอกจากนี้ ภาคธนาคารของไทยยังเริ่มปรับตัวเข้าสู่การเป็น "ธนาคารที่ยั่งยืน" (Sustainable Banking) โดยมีการออกสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และสินเชื่อที่ผูกกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำลง หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าธุรกิจของตนมีแผนการลดคาร์บอนหรือดูแลสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ยุคสมัย ความยั่งยืนคือการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด

วันนี้ บทสรุปของคำถามที่ว่า "ความยั่งยืนสร้างมูลค่าได้จริงหรือไม่" ได้ถูกเฉลยด้วยตัวเลขและงานวิจัยที่แน่นหนาแล้ว ภารกิจที่เหลือของเหล่าผู้นำธุรกิจใน พ.ศ. 2568 และปีต่อๆ ไป จึงไม่ใช่การตั้งคำถาม แต่คือการลงมือปฏิบัติอย่างตั้งใจ เพื่อเปลี่ยนความรับผิดชอบต่อโลกให้กลายเป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

ที่มา : World Economic Forum