วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

เปิดสูตรรับมือวิกฤติน้ำมัน ชูเศรษฐกิจพอเพียง รัฐ–เอกชน–ประชาชน ร่วมปรับตัว

เปิดสูตรรับมือวิกฤติน้ำมัน ชูเศรษฐกิจพอเพียง รัฐ–เอกชน–ประชาชน ร่วมปรับตัว

วิกฤติพลังงานโลก บททดสอบความเปราะบางเศรษฐกิจไทย วิกฤติพลังงานโลก บททดสอบความเปราะบางเศรษฐกิจวิกฤติพลังงานโลก บททดสอบความเปราะบางเศรษฐกิจไทย ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ทั้งระบบเศรษฐกิจไทย

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดพลังงาน ประเทศไทยซึ่งยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนมาก กำลังเผชิญแรงกดดันที่อาจส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และเสถียรภาพเศรษฐกิจในวงกว้าง วิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความท้าทายระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ไทยเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน และเสริมความพร้อมของระบบเศรษฐกิจ เพื่อรับมือความผันผวนของโลกที่มีแนวโน้มเกิดถี่ และรุนแรงขึ้นในอนาคต

“รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า โลกกำลังเผชิญ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” โดยเฉพาะวิกฤติพลังงานรอบล่าสุดที่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราคาน้ำมันแพง แต่เป็นบททดสอบสำคัญของความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอแนวทางรับมือในระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจในอนาคต

คอขวดพลังงานโลก

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานโลกโดยตรง โดยเฉพาะ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยในปี 2025 มีน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์น้ำมันไหลผ่านคิดเป็นประมาณ 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลของโลก และยังเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซ LNG เกือบ 20% ของโลก อีกทั้งปลายทางของพลังงานจำนวนมากอยู่ในภูมิภาคเอเชีย

ความเสี่ยงจากความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบ การคุกคามการเดินเรือ หรือค่าเบี้ยประกันภัยที่เพิ่มสูงขึ้น ล้วนส่งผลกระทบต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานอย่างรวดเร็ว ผ่านราคาพลังงาน ค่าระวางเรือ และความผันผวนของตลาดการเงิน

ความเปราะบางเชิงระบบ

ภาคพลังงานมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 มูลค่าการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายอยู่ที่ 2.637 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 14% ของ GDP ขณะที่มูลค่าการนำเข้าพลังงานสูงถึง 1.317 ล้านล้านบาท คิดเป็น 12% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า พลังงานไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม แต่ยังส่งผลต่อค่าครองชีพ ดุลการค้า และเสถียรภาพราคาโดยรวมของประเทศ

เศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง โดยโครงสร้างการใช้พลังงานผูกโยงกับภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และระบบผลิตไฟฟ้าที่ต้องใช้เชื้อเพลิงจำนวนมาก ทำให้เมื่อราคาพลังงานโลกผันผวน ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

5 วิกฤติพลังงานกระทบเศรษฐกิจไทย

“รศ.ดร.วิษณุ” ระบุว่า วิกฤติพลังงานสามารถส่งผ่านผลกระทบเข้าสู่เศรษฐกิจไทยผ่านอย่างน้อย 5 ช่องทาง ได้แก่

  • ราคาน้ำมัน และก๊าซปรับตัวสูงขึ้น
  • ต้นทุนขนส่ง และค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น
  • ราคาวัตถุดิบ และปุ๋ยปรับสูงขึ้น
  • ความเชื่อมั่นนักลงทุน และนักท่องเที่ยวลดลง
  • ค่าเงินบาท และตลาดการเงินเผชิญแรงกดดัน

ผลกระทบดังกล่าวส่งผลต่อหลายภาคส่วน โดยภาคเกษตร และอาหารต้องเผชิญต้นทุนปุ๋ย และน้ำมันที่สูงขึ้น ภาคขนส่งได้รับแรงกดดันจากราคาดีเซล ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์ ต้องเผชิญต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ส่วนภาคท่องเที่ยว และการค้าระหว่างประเทศได้รับผลกระทบจากค่าเดินทางที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาดโลก

ช่วยแบบพุ่งเป้า ลดพึ่งพานำเข้า

ประสบการณ์จากหลายประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง พบว่า แนวทางที่ได้ผลมักไม่ใช่การตรึงราคาพลังงานเป็นเวลานาน แต่เป็นการใช้มาตรการช่วยเหลือแบบ “พุ่งเป้า” ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน

ตัวอย่างเช่น

  • ญี่ปุ่น ใช้น้ำมันสำรอง และอุดหนุนระยะสั้น พร้อมตั้งเป้าให้ไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียน 40–50% ภายในปี 2040
  • เกาหลีใต้ ใช้มาตรการลดภาษีน้ำมัน และเตรียม energy vouchers พร้อมเป้าคาร์บอนต่ำราว 70% ของพอร์ตไฟฟ้าในปี 2038
  • อินเดีย สนับสนุน LPG สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย พร้อมเร่งลงทุน solar pumps และ solar rooftop 

มาตรการระยะสั้น คุ้มครองกลุ่มเปราะบาง

“รศ.ดร.วิษณุ” แนะนำข้อเสนอระยะสั้นสำหรับไทยว่า ต้องคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง–ประคองกิจกรรมเศรษฐกิจจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือนรายได้น้อย เกษตรกร ระบบขนส่งสาธารณะ ภาคอาหาร และ SMEs ที่มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการติดตามสถานการณ์สต๊อกน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย และสินค้าจำเป็นอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังราคาสินค้า และค่าครองชีพอย่างรุนแรงเกินไป

ปัจจุบัน ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการดูแลราคาพลังงานผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาภายในประเทศ รวมถึงการควบคุมราคาสินค้าจำเป็นบางรายการ และปรับสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลเพื่อสนับสนุนพลังงานทดแทน อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาลดภาษีน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการปรับนโยบายจากการเฝ้าระวังสถานการณ์ไปสู่การบริหารผลกระทบเชิงรุกมากขึ้น

ระยะกลาง–ยาว: เร่งจัดทำ “playbook”

ในระยะกลางและระยะยาว “รศ.ดร.วิษณุ” เสนอว่า ไทยควรเร่งจัดทำ “playbook รับมือช็อกพลังงาน–อาหาร–โลจิสติกส์แบบบูรณาการ” เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดวิกฤติ

โดยแผนดังกล่าวควรเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย และภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางรับมือร่วมกันอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการดูแลสินค้า การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และการสื่อสารต่อสาธารณะ

ขณะเดียวกัน ไทยควรเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคครัวเรือน และภาคเกษตร รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม และอาคาร ตลอดจนการกระจายแหล่งนำเข้า และคู่ค้าทางการค้า เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของพลังงานโลกในอนาคต

ประยุกต์หลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” สร้างภูมิคุ้มกัน

ข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวสามารถอธิบายผ่านกรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย 3 ห่วง ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน

  • ภาครัฐ: ช่วยแบบพุ่งเป้า–ไม่บิดเบือนตลาดเกินจำเป็น

ภาครัฐควรดำเนินมาตรการอย่าง “พอประมาณ” โดยหลีกเลี่ยงการอุดหนุนราคาพลังงานหรืออาหารแบบถ้วนหน้าเป็นเวลานานเกินจำเป็น ขณะเดียวกันต้องใช้ข้อมูลอย่างมี “เหตุผล” เพื่อระบุว่ากลุ่มใดได้รับผลกระทบมากที่สุด และออกมาตรการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เช่น เงินโอนชั่วคราว การลดภาษีนำเข้าสินค้าจำเป็น หรือการบริหารสต๊อกสินค้า

ในมิติของ “ภูมิคุ้มกัน” ภาครัฐควรเร่งสนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์รูฟท็อป พลังงานชีวมวล และการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (local content) รวมถึงสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือกลไกค้ำประกันให้ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูง ตลอดจนพัฒนาแบบจำลองรับมือวิกฤติหลายด้านพร้อมกัน ทั้งพลังงาน โลจิสติกส์ และอาหาร

  • ภาคเอกชน: บริหารความเสี่ยงซัพพลายเชน–เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน

สำหรับภาคธุรกิจ แนวคิดความพอประมาณสะท้อนผ่านการลดการพึ่งพาโมเดล “ต้นทุนต่ำสุด” ที่ไม่มีความยืดหยุ่น เช่น การพึ่งพาซัพพลายเออร์หรือเส้นทางขนส่งเพียงช่องทางเดียว ขณะที่ความมีเหตุผลคือ การวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน และห่วงโซ่อุปทานขององค์กรอย่างรอบด้าน รวมถึงกระจายคู่ค้า และบริหารสต๊อกวัตถุดิบสำคัญในระดับที่เหมาะสม

ด้านภูมิคุ้มกัน ภาคเอกชนควรเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในโรงงาน และอาคาร ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลหรือ IoT มาช่วยบริหารจัดการต้นทุน รวมถึงเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก

  • ภาคประชาชน: ปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน–สร้างกันชนทางการเงิน

ในระดับครัวเรือน แนวคิดความพอประมาณหมายถึงการลดการใช้พลังงานฟุ่มเฟือย ไม่ก่อหนี้เพื่อรักษาระดับการบริโภคเดิมที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนไป ส่วนความมีเหตุผลคือ การจัดลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่าย โดยเน้นค่าไฟ ค่าเดินทาง และค่าอาหาร พร้อมตรวจสอบสิทธิการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างครบถ้วน

ขณะที่การมีภูมิคุ้มกัน หมายถึงการเตรียมเงินสำรอง และลดการพึ่งพาการใช้พลังงานสูงเกินจำเป็น รวมถึงหันมาใช้สินค้า และบริการในท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากค่าครองชีพที่ผันผวน โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยซึ่งมักได้รับผลกระทบจากช็อกด้านพลังงาน และอาหารมากที่สุด

“ความรู้–คุณธรรม” เงื่อนไขสำคัญของนโยบายที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ “ความรู้” ซึ่งหมายถึงการมีข้อมูลที่ถูกต้อง และทันสมัย เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง และ “คุณธรรม” ซึ่งหมายถึงการไม่กักตุนสินค้า ไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา และไม่ออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มที่ใช้พลังงานสูงมากกว่ากลุ่มเปราะบาง

โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูง ทำให้ต้นทุนพลังงานสามารถส่งผ่านไปยังกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง วิกฤติครั้งนี้จึงควรถูกใช้เป็นแรงผลักดันให้ประเทศยกระดับความมั่นคงทางพลังงาน โดยภาครัฐต้องออกมาตรการช่วยเหลืออย่างตรงจุด ภาคธุรกิจต้องบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน และห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบคอบ และประชาชนต้องปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างมีสติ เพื่อสร้างความพร้อมรับมือความผันผวนในอนาคต และพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์