ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังทวีความรุนแรง จากความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา–อิสราเอล ซึ่งขยายวงจากประเด็นความมั่นคงไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเศรษฐกิจของโลก สงครามในยุคใหม่จึงไม่ได้กระทบเฉพาะภูมิภาค แต่กำลังสั่นคลอน “ความยั่งยืน” ของระบบสำคัญ ตั้งแต่เสถียรภาพพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงต้นทุนอาหารและเวชภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้น
ในงานสัมมนา “โลกระอุ 2 มิติแห่งวิกฤติ” หัวข้อ Global Conflict จัดโดยครอบครัวข่าว 3 มี “ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข” ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกที่กำลังทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของคนไทย ภายใต้หัวข้อ "Global Conflict"
วิกฤติพลังงานรอบที่ 4
“ดร.สุรชาติ” เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสู้รบตามปกติ แต่เป็น "วิกฤติพลังงานรอบที่ 4" ของโลก เมื่อเทียบกับอดีตอย่าง Oil Shock ในปี 1973 หรือสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1991 วิกฤติครั้งนี้มีความน่ากังวลกว่ามากเนื่องจากไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แม้กระทั่งเสนาธิการกองทัพอิสราเอลยังระบุว่าสงครามยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด
“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงคือการยกระดับการโจมตีไปสู่พื้นที่พลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น โรงไฟฟ้าและแหล่งน้ำ การโจมตีเริ่มเข้าใกล้ห้องทดลองนิวเคลียร์และพื้นที่เปราะบางมากขึ้นเรื่อย ๆ”
นอกจากนี้ รูปแบบการทำสงครามยังเปลี่ยนไปสู่การ "เด็ดหัวผู้กำจัดผู้นำ" ซึ่งอิสราเอลเชื่อว่าจะทำให้ระบอบการปกครองล่มสลาย แต่ในความเป็นจริง กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้มีลักษณะเหมือนงูพันหัว ที่แม้จะตัดไปหนึ่งหัวก็ยังสามารถฟื้นตัวและสู้ต่อได้
นิวเคลียร์และระเบียบโลกใหม่
ประเด็นเรื่อง "อาวุธนิวเคลียร์" กลับมาเป็นจุดศูนย์กลางของความมั่นคงโลกอีกครั้ง “ดร.สุรชาติ” กล่าวถึง ชมรมคนรักนิวเคลียร์" (Nuclear Club) ที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้น และความพยายามของอิหร่านที่ต้องการเข้าเป็นสมาชิกใหม่เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันตนเองไม่ให้ใครกล้าโจมตี
สถานการณ์ปัจจุบันทำให้โลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ไร้ระเบียบ เนื่องจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้แนวคิด "America First" เริ่มละทิ้งกติการะหว่างประเทศและสถาบันอย่าง United Nations เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก
บทเรียนจากยูเครนสู่ตะวันออกกลางแสดงให้เห็นว่ารูปแบบสงครามได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “ดร.สุรชาติ” ชี้ให้เห็นว่า เครื่องบินรบราคาแพงอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่เป็น "สงครามโดรน" และ "สงครามจรวด" ที่คนกลุ่มเล็ก ๆ สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวงได้ในราคาที่ถูกกว่ามาก สงครามในปัจจุบันกลายเป็นสงครามไฮบริด ที่สู้รบกันทั้งในแนวรบทางทหาร แนวรบทางเศรษฐกิจ และแนวรบด้านข้อมูลสารสนเทศ
ประเทศไทยต้องเร่งสร้างองค์ความรู้และทำความเข้าใจกับความล่อแหลมของโลกในอนาคตที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ พร้อมกับฝากโจทย์ให้สังคมไทยคิดต่อว่าจะเตรียมอนาคตของประเทศและชีวิตครอบครัวอย่างไรท่ามกลางราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ในมุมมองทางเศรษฐกิจ "ดร.กอบศักดิ์" กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับออยล์ช็อกอย่างแท้จริง โดยราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเท่าตัวภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าราคาคือ ปริมาณ ที่อาจขาดแคลนจนไม่มีน้ำมันให้ใช้ เนื่องจากเป้าหมายการโจมตีได้ขยายจากที่ตั้งทางทหารไปสู่โรงงานแยกก๊าซและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ในกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ เช่น ในกาตาร์ ซึ่งหากเสียหายอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 3-5 ปี
“ดร.กอบศักดิ์” อธิบายว่า วิกฤตินี้ไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ผลผลิตพลอยได้จากปิโตรเคมี เช่น เม็ดพลาสติก กำลังขาดแคลน ส่งผลให้สินค้าพื้นฐานอย่าง ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เริ่มมีปัญหาในการผลิต
นอกจากนี้ ตลาดการเงินโลกยังตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสาย หุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างรุนแรง และราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและค่าเงินมีความผันผวนสูง ซึ่งระบบการเงินโลกขณะนี้เหมือน "House of Card" หรือบ้านที่สร้างจากไพ่ที่พร้อมจะถล่มลงมาเมื่อความเชื่อมั่นหายไป
“นี่คือการโหมโรงของการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยสงครามในเวเนซุเอลาและอิหร่านล้วนเกี่ยวพันกับแหล่งพลังงานของจีน การตัดกำลังเหล่านี้เป็นการทำให้คู่แข่งอ่อนแอลง นอกจากนี้ ยังมีการใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธ เช่น ความพยายามทำลายเงินสกุลดอลลาร์ผ่านเปโตรหยวน และการโจมตีสถาบันการเงินที่ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ"
บทเรียนสำหรับประเทศไทย
“ดร.กอบศักดิ์” เน้นย้ำว่า แม้ไทยจะรู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม แต่เราจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ไทยต้องเร่งสร้าง ความมั่นคงใน 3 ระบบสำคัญ เพื่อรับมือความเสี่ยงจากสงครามและความผันผวนของโลก
1) อาหารและบรรจุภัณฑ์ จำเป็นต้องมีห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ ให้ครบทั้งวัตถุดิบ การแปรรูป และบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันปัญหา “มีอาหารแต่ไม่มีบรรจุภัณฑ์” หรือส่งออกไม่ได้เมื่อการค้าระหว่างประเทศหยุดชะงัก
2) ยาและเวชภัณฑ์ ความมั่นคงด้านสุขภาพกลายเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ ประเทศมหาอำนาจเริ่มดึงการผลิตยาและอุปกรณ์การแพทย์กลับไปผลิตในประเทศตนเอง ไทยจึงควรพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตและกระจายเวชภัณฑ์ที่จำเป็นได้เอง เพื่อรองรับกรณีการขนส่งโลกสะดุด
3) ไฟฟ้าและพลังงาน ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซนำเข้า เพราะโครงสร้างพลังงานโลกมีความเสี่ยงจากความขัดแย้ง ไทยควรเพิ่มสัดส่วนพลังงานในประเทศและพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์รูฟท็อป เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพมากขึ้น
ในโลกที่ผันผวนเช่นนี้ "คนขี้กลัวเท่านั้นที่จะรอด" เพราะความกลัวจะนำไปสู่การเตรียมการที่รอบคอบ





