ในโลกที่คำว่า "Net Zero" กลายเป็นเป้าหมายหลักของทุกบริษัทพลังงาน แต่คำถามที่ตามมาคือเราจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไรโดยไม่ทำลายระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงโลกไว้ วันนี้ Petronas กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การรักษาธรรมชาติไม่ใช่แค่เรื่องของการทำดีเอาหน้า แต่คือ "ความอยู่รอด" และ "ความมั่นคง" ของธุรกิจที่ต้องถูกนำมาคำนวณเป็นตัวเลขในกระเป๋าตังค์จริงๆ
"ความอยู่รอด" และ "ความมั่นคง"
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมพลังงานมักจะแยกเรื่อง "การลดการปล่อยก๊าซ" ออกจาก "การรักษาธรรมชาติ" ราวกับว่าเป็นคนละโจทย์กัน แต่ในความเป็นจริง ยิ่งเราขยับเข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero มากเท่าไหร่ เรายิ่งพบว่าทั้งสองเรื่องนี้ต้องเดินไปคู่กันอย่างแยกไม่ออก จูเลีย ซาร์โตริ ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส (ธรรมชาติ) ความยั่งยืนขององค์กร PETRONAS กล่าวในงาน 5th annual Sustainability Week Asia ว่า ที่ผ่านมาบริษัทมองเห็นผลกระทบที่ตัวเองมีต่อธรรมชาติอย่างชัดเจน และรู้ดีว่าธุรกิจเองก็ต้องพึ่งพาธรรมชาติเช่นกัน ดังนั้นการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจในอนาคต
ล้างภาพลักษณ์ CSR สู่การตัดสินใจลงทุน (Capital Allocation)
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การขยับตัวครั้งนี้ดู "จริงจัง" กว่าทุกครั้ง คือการประกาศเลิกมองเรื่องธรรมชาติเป็นเพียงแค่กิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) จูเลียระบุชัดเจนว่า แม้ CSR จะมีข้อดี แต่มันมักจะไม่ยั่งยืนในระยะยาว สิ่งที่ Petronas ทำจึงเป็นการนำเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปฝังไว้ใน "กระบวนการตัดสินใจ" และ "การจัดสรรงบประมาณลงทุน" (Capital Allocation) โดยตรง
นั่นหมายความว่า ในอนาคตทึกการตัดสินใจลงทุนในโครงการใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำหรือปลายน้ำ จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างละเอียด หากโครงการไหนมีผลกระทบสูง เงินทุนจะถูกจัดสรรเพื่อหาวิธีลดผลกระทบหรือสร้างผลเชิงบวกให้เกิดขึ้น จนปัจจุบันเรื่องนี้ได้กลายเป็นมาตรฐานในการคุยงานประจำวันของพนักงานไปแล้ว เหมือนกับที่เรื่อง Net Zero เคยเป็นเรื่องใหม่เมื่อสิบปีก่อน
โจทย์ยากของ "การวัดค่า" ที่ต้องใช้ความจริงนำทาง หนึ่งในอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการรักษาธรรมชาติคือ "เราจะวัดผลมันอย่างไร?" ในขณะที่ก๊าซเรือนกระจกวัดได้เป็น "ตันคาร์บอน" แต่ความหลากหลายทางชีวภาพกลับมีความเฉพาะตัวสูงมากตามพื้นที่ Petronas จึงแก้เกมด้วยการใช้หลักวิทยาศาสตร์และกรอบการทำงานระดับโลกเข้ามาจับ
บริษัทไม่ได้แค่คาดเดา แต่ใช้เวลาตลอด 3 ปีที่ผ่านมาในการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Center of Excellence ลงพื้นที่ประเมินทุกไซต์งานและทุกโครงการทั่วโลกแบบ "ไซต์ต่อไซต์" (Site-by-site) เพื่อทำความเข้าใจบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างลึกซึ้ง และทำแผนปฏิบัติการ (Biodiversity Action Plans) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่าง TNFD เพื่อให้มั่นใจว่าทุกย่างก้าวนั้นตรวจสอบได้และมีที่มาที่ไป
พลังจาก "ข้างบน" และการฟังเสียง "ข้างล่าง"
ความสำเร็จของนโยบายนี้ไม่ได้เกิดจากแค่คำสั่งของ CEO เท่านั้น แต่เป็นการประสานกันระหว่าง "บนลงล่าง" (Top-down) ที่ผู้บริหารระดับสูงยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าต้องแลกมาด้วยความล่มสลายของธรรมชาติ และ "ล่างขึ้นบน" (Bottom-up) ที่ทีมปฏิบัติการหน้างานต้องทำงานร่วมกับชุมชน
จูเลียย้ำว่า "เราไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง" ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างพาร์ทเนอร์ ตั้งแต่กลุ่ม NGO ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไปจนถึง "ชุมชนท้องถิ่น" ที่เป็นเจ้าของพื้นที่และรู้ดีที่สุดว่าป่าและแหล่งน้ำรอบตัวพวกเขาต้องการอะไร การดึงทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้แนวคิด "Whole of Society approach" จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ Petronas เชื่อว่าจะทำให้การรักษ์โลกครั้งนี้เห็นผลได้จริง
การขยับตัวครั้งนี้กำลังบอกเราว่า ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน ธุรกิจที่ยั่งยืนอาจไม่ใช่ธุรกิจที่แค่ทำกำไรสูงสุด แต่คือธุรกิจที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับระบบนิเวศและชุมชนได้อย่างกลมกลืนที่สุดนั่นเอง





