ในยุคที่เวทีสหประชาชาติ (UN) ถูกบดบังด้วยเกมภูมิรัฐศาสตร์จนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้ บทบาทของ ‘มหาอำนาจกลาง’ (Middle Powers) กำลังถูกจับตามองในฐานะความหวังใหม่ที่จะเข้ามากอบกู้ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเผชิญหน้ากับโจทย์หิน ทั้งวิกฤติพลังงานจากตะวันออกกลาง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง ซึ่งบีบให้กลุ่มประเทศสมาชิกต้องเร่งทบทวนจุดยืนและกลไกการทำงานเดิมๆ เพื่อความอยู่รอดในอนาคต
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในงาน 5th annual Sustainability Week Asia ว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปราะบาง ข้อมูลจากวงเสวนาเชิงนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศได้ฉายภาพให้เห็นถึงความท้าทายครั้งสำคัญของไทยและอาเซียน โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้
เสียงปลุกจากตะวันออกกลาง
ความมั่นคงพลังงานคือเรื่องเร่งด่วน วิกฤติการณ์ในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นทำหน้าที่เป็น "เสียงปลุก" (Wake-up call) ให้ประเทศในภูมิภาคต้องหันกลับมามองความมั่นคงทางพลังงานของตนเองอย่างจริงจัง จากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนนัดพิเศษที่ผ่านมา มีการหารือถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Transition) ที่ต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน
ซึ่งปัจจุบันอาเซียนมีโครงการความมั่นคงทางพลังงานอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมายังขาดการนำมาปรับใช้ให้เป็นรูปธรรมอย่างเต็มที่ การมีประเทศผู้ผลิตน้ำมันในกลุ่มอย่างบรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ถือเป็นจุดแข็งที่อาเซียนต้องนำมาบริหารจัดการร่วมกับประเทศพันธมิตร (Dialogue Partners) เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันในระยะยาว
เมื่อ UN ถูกลดบทบาท ‘มหาอำนาจกลาง’ จึงต้องก้าวออกมา
ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ดูเหมือนจะติดหล่มความขัดแย้ง จนทำให้กลไกพหุภาคีอย่าง UN ถูกลดทอนประสิทธิภาพและถูกกันไว้เป็นวงนอกของวิกฤติการณ์สำคัญ นี่คือจังหวะที่ "มหาอำนาจกลาง" ต้องเข้ามาทำหน้าที่ประสานรอยร้าวและรักษาความร่วมมือระหว่างประเทศไว้ โดยเฉพาะในประเด็นความยั่งยืน (Sustainability) ที่ไม่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อาเซียนจำเป็นต้องแสดง "ความเป็นศูนย์กลาง" (ASEAN Centrality) ให้โลกเห็นว่าสามารถจัดการกับวิกฤติพลังงานและสิ่งแวดล้อมได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่คำขวัญ
ไทยกับบทบาทผู้นำด้านความยั่งยืน
ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวเอกในวาระนี้ โดยรับหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานด้านความยั่งยืนของอาเซียน ปัจจุบันไทยได้ประกาศเป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจน พร้อมทั้งผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือการทำให้มั่นใจว่าประเทศที่มีศักยภาพน้อยกว่าในภูมิภาคจะสามารถก้าวไปพร้อมกันได้ โดยมหาอำนาจกลางที่มีความพร้อมมากกว่าต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อให้วาระความยั่งยืนกลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของทั้งภูมิภาคและโลก
อาเซียนในจุดเปลี่ยน
ยอมรับความจริงหรือย่ำอยู่กับที่ หนึ่งในประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือการสะท้อนถึงจุดอ่อนของอาเซียนเอง มีการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าอาเซียนขยับตัว "ช้าเกินไป" ต่อความท้าทายใหม่ๆ สาเหตุหลักมาจากหลักการ "ฉันทามติ" (Consensus) ที่บ่อยครั้งมักจบลงด้วยข้อตกลงที่อ่อนที่สุดหรือ ‘ตัวส่วนร่วมที่ต่ำที่สุด’ (Lowest common denominator)
นอกจากนี้ หลักการ "ไม่แทรกแซงกิจการภายใน" ยังถูกตั้งคำถามว่าอาจต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะปัญหาภายในของประเทศหนึ่งในยุคปัจจุบันมักส่งผลกระทบข้ามพรมแดนไปยังประเทศอื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากอาเซียนไม่ปรับปรุงโครงสร้างการตัดสินใจให้คล่องตัวขึ้น ก็อาจสูญเสียความสำคัญในเวทีโลกไปในที่สุด
วิกฤติที่โลกเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่เรื่องของสันติภาพในระยะสั้น แต่คือโจทย์เรื่องความมั่นคงทางพลังงานและความยั่งยืนในระยะยาว อาเซียนและพันธมิตรมหาอำนาจกลางต้องร่วมกันสร้างพันธมิตรที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสู่พลังงานสะอาด และพิสูจน์ให้เห็นว่าในโลกที่แตกแยก ความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เข้มแข็งคือคำตอบเดียวที่ยั่งยืน





