วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เจาะการปฏิวัติสวัสดิภาพสัตว์หลักล้าน ปั้นไทยสู่ 'Global Food Hub'

ใครจะไปเชื่อว่าการเปลี่ยน “ไข่ไก่” ในจาน หรือการเลือกกิน “เห็ด” แทนเนื้อสัตว์ จะกลายเป็นภารกิจกู้โลกได้ เปิดเบื้องหลังแนวคิดสุดล้ำของ Catalist วิสาหกิจเพื่อสังคมยุคใหม่ที่ขอวางป้ายประท้วง แล้วหันมาใช้ ‘Soft Power’ จับมือภาคธุรกิจเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ ยั่งยืน

KEY POINTS

  • คะตะลิสต์ (Catalist) วิสาหกิจเพื่อสังคม ตั้งเป้าปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหารโดยเชื่อมโยงสวัสดิภาพสัตว์ สุขภาพคน และความยั่งยืนของโลก เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารโลก (Global Food Hub)
  • ใช้กลยุทธ์ "Positive Engagement" หรือการสร้างความร่วมมือเชิงบวกกับภาคธุรกิจ แทนการใช้แคมเปญกดดัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
  • โครงการหลักคือ "Happy Egg" ที่มุ่งผลักดันระบบการเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ขังกรง (Cage-Free) เพื่อยกระดับสวัสดิภาพสัตว์หลักล้านตัว โดยร่วมมือกับโรงแรมและร้านอาหารชั้นนำ

 

ใครจะไปเชื่อว่าการเปลี่ยน “ไข่ไก่” ในจาน หรือการเลือกกิน “เห็ด” แทนเนื้อสัตว์ จะกลายเป็นภารกิจกู้โลกได้ เปิดเบื้องหลังแนวคิดสุดล้ำของ Catalist วิสาหกิจเพื่อสังคมยุคใหม่ที่ขอวางป้ายประท้วง แล้วหันมาใช้ ‘Soft Power’ จับมือภาคธุรกิจเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ ยั่งยืน

ในโลกของการขับเคลื่อนสังคม 

เรามักคุ้นชินกับการประท้วงหรือการกดดันคอร์ปอเรตยักษ์ใหญ่ให้เปลี่ยนนโยบาย แต่สำหรับ บริษัท คะตะลิสต์ จำกัด (CATALYST) เลือกทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นพ.วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้ง คะตะลิสต์ จำกัด  แอบกระซิบว่ากลยุทธ์ที่นี่คือ “Positive Engagement” หรือการสร้างสัมพันธ์แบบบวก 0% แคมเปญกดดัน เพราะเชื่อว่าการจับมือเป็นพันธมิตรและช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้จริง คือหัวใจสำคัญที่เข้ากับบริบทไทยและเอเชียมากกว่าการไปบังคับฝืนใจกัน

ทำไมต้องเปลี่ยน

เพราะ “สุขภาพคน-สวัสดิภาพสัตว์-ความยั่งยืนของโลก” คือเรื่องเดียวกัน Catalist มองเห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน และโรคหัวใจ คือสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึง 74% หรือประมาณ 4 แสนคนต่อปี ขณะที่ภาคปศุสัตว์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 14.5% จึงเป็นที่มาของแนวคิด ONE HEALTH · ONE WELFARE · ONE PLANET ที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน

“ตอนผมอยู่ในห้องตรวจ ผมรักษาคนได้ทีละคน แต่ถ้าเราเปลี่ยนระบบอาหารได้ เราช่วยคนได้พร้อมกันทีเดียวหลายล้าน” นพ.วัชระ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการเป็น “ตัวเร่ง” การเปลี่ยนแปลง



 

เจาะการปฏิวัติสวัสดิภาพสัตว์หลักล้าน ปั้นไทยสู่ 'Global Food Hub'
 

จาก ‘Meatless Friday’ ถึง ‘Happy Egg’ ไม่ใช่แค่ขายฝัน แต่ลงมือทำจริง

  • โครงการ Meatless Friday: จับมือโรงเรียนประถม 100 แห่ง ชวนเด็กๆ ทานอาหารจากพืชสัปดาห์ละมื้อ ผลปรากฏว่าแค่ 1 ปี ประหยัดน้ำไปได้เท่ากับอ่างอาบน้ำ 6 ล้านอ่าง และลดก๊าซเรือนกระจกได้มหาศาล
  • โครงการ Happy Egg: ผลักดันระบบไข่ไก่ไม่ขังกรง (Cage-Free) จนมีเครือข่ายโรงแรมและร้านอาหารชั้นนำเข้าร่วมกว่า 20 แห่ง ส่งมอบไข่ที่มีสวัสดิภาพสูงกว่า 10 ล้านฟองต่อปี แถมยังสร้างมาตรฐาน "Happy Egg" รายแรกในเอเชียร่วมกับมหาวิทยาลัยระดับโลก

เป้าหมายใหญ่ 10 ปี เปลี่ยน ‘ครัวโลก’ ให้เป็นพื้นที่ ‘Respect’ ฝันใหญ่ของ Catalist คือการปักหมุดให้ประเทศไทยกลายเป็น Global Food Hub ที่ทั้ง Sustainable และ Ethical ภายใน 10-15 ปีข้างหน้า นพ.วัชระมองว่า วันนี้ชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยเพราะ “ถูกและอร่อย” แต่วันหน้าเราอยากให้เขามาด้วยความ “Respect” ในมอบคุณค่าและมาตรฐาน เหมือนที่โลกมองญี่ปุ่น โดยมีแผนสร้าง SMART Food Index และเฟ้นหาพื้นที่ต้นแบบ Blue Zone หรือพื้นที่อายุยืนยาวให้เกิดขึ้นจริงในไทย

กลยุทธ์ “0% แคมเปญกดดัน” แต่เน้น “จีบ” ภาคธุรกิจ

ในขณะที่หลายองค์กรใช้วิธีประท้วงหรือกดดัน (Pressure Campaign) แต่ Catalist เลือกใช้ทางที่เรียกว่า Positive Engagement หรือการสร้างสัมพันธ์เชิงบวก นพ.วัชระ เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า เหมือนการทำงานป้องกัน HIV ในอดีต ที่เราไม่ไปบังคับให้ใครปิดสถานบริการ แต่เราเข้าไปสร้างสัมพันธ์และหยิบยื่นเครื่องมือที่ทำให้ทุกคนปลอดภัยขึ้น

“โจทย์ของเราคือต้องหา ‘วิน’ ของทุกภาคส่วนให้เจอ”

  • ประชาชน: ได้กินอาหารที่ลดเสี่ยงเบาหวาน
  • รัฐบาล: ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
  • ธุรกิจ: แบรนด์ดูดีขึ้น ตอบโจทย์นักลงทุนในแง่ ESG และความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)
  • โลก: ลดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ระดับสากล

เบื้องหลัง "Positive Engagement" ทำไมต้องใช้โมเดลเดียวกับงาน HIV

สิ่งที่ทำให้กลยุทธ์ของ Catalist แตกต่างและน่าสนใจมาก คือการหยิบเอาประสบการณ์จากงานสาธารณสุขระดับโลกมาปรับใช้ นพ.วัชระ เล่าว่าวิธีที่พวกเขาใช้กับภาคธุรกิจนั้นถอดแบบมาจาก "งานป้องกัน HIV" ในอดีต

“เราไม่ได้เดินไปสั่งให้ใครปิดสถานบริการทางเพศ แต่เราเข้าไปสร้างสัมพันธ์ เอาถุงยางอนามัยไปแจก เอาเครื่องมือตรวจไปให้ เพื่อให้ทุกคนปลอดภัยขึ้น” การเปลี่ยนระบบอาหารก็เช่นกัน Catalist จึงเน้นการเป็น Business Solution เข้าไปช่วยหาทางออกให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้จริงโดยไม่ใช้การบังคับ

จาก "หมู" สู่ "ไก่" ภารกิจช่วยชีวิตเพื่อนร่วมโลกหลักล้าน

หลายคนอาจไม่รู้ว่าช่วงแรก Catalist เริ่มต้นจากการขยับเรื่อง "สวัสดิภาพหมู" มาก่อน โดยผลักดันให้มีการทำให้หมูสลบก่อนเข้าสู่กระบวนการเพื่อลดความทรมาน ซึ่งทำสำเร็จจนกรมปศุสัตว์ออกเป็นกฎเกณฑ์ออกมา

แต่ปัจจุบันพวกเขาเลือกโฟกัสที่ "ไก่ไข่" เป็นหลัก เพราะเมื่อดูที่จำนวนชีวิตแล้ว ไก่ไข่ในไทยมีสูงถึง 54 ล้านตัว และส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรงตับ หากเปลี่ยนระบบไก่ไข่ได้สำเร็จ แรงกระเพื่อมต่อสวัสดิภาพสัตว์จะมหาศาลกว่ามาก

ความสนุกของเรื่องนี้ยังอยู่ที่เมนูอาหาร ใครว่าอาหารเพื่อโลกต้องไม่อร่อย

ในวงสนทนามีการโชว์เมนู “วากิวจากเห็ดหัวลิง” ที่ Texture เหมือนเนื้อจริงจนแยกไม่ออก ซึ่งความลับของมันคือ “ไฟเบอร์” ในเนื้อสัตว์ นม หรือไข่ มีไฟเบอร์เป็นศูนย์ แต่การกินพืชและถั่วจะให้ไฟเบอร์ไปเลี้ยงแบคทีเรียตัวดีในลำไส้ ช่วยสร้างกรดไขมันสายสั้นมาลดการอักเสบทั่วร่างกาย ป้องกันสมองเสื่อม และส่งผลดีต่อสุขภาพจิตด้วย

การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเริ่มจากก้าวเล็กๆ เหมือนกรณี “หูฉลาม” ที่เคยหรูหราแต่ตอนนี้ถูกปฏิเสธจากองค์กรระดับโลกเพราะขัดต่อความยั่งยืน Catalist เชื่อว่าวันหนึ่ง 

“ไข่ไก่จากการขังกรง” ก็จะเดินไปถึงจุดนั้นเช่นกัน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่มันคือการสร้าง Story ใหม่ให้ประเทศไทย เป็นเรื่องเล่าที่น่าฟัง น่ากิน และน่าภูมิใจไปพร้อมๆ กัน


เจาะการปฏิวัติสวัสดิภาพสัตว์หลักล้าน ปั้นไทยสู่ 'Global Food Hub'