ใครจะไปเชื่อว่าการเปลี่ยน “ไข่ไก่” ในจาน หรือการเลือกกิน “เห็ด” แทนเนื้อสัตว์ จะกลายเป็นภารกิจกู้โลกได้ เปิดเบื้องหลังแนวคิดสุดล้ำของ Catalist วิสาหกิจเพื่อสังคมยุคใหม่ที่ขอวางป้ายประท้วง แล้วหันมาใช้ ‘Soft Power’ จับมือภาคธุรกิจเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ ยั่งยืน
ในโลกของการขับเคลื่อนสังคม
เรามักคุ้นชินกับการประท้วงหรือการกดดันคอร์ปอเรตยักษ์ใหญ่ให้เปลี่ยนนโยบาย แต่สำหรับ บริษัท คะตะลิสต์ จำกัด (CATALYST) เลือกทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นพ.วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้ง คะตะลิสต์ จำกัด แอบกระซิบว่ากลยุทธ์ที่นี่คือ “Positive Engagement” หรือการสร้างสัมพันธ์แบบบวก 0% แคมเปญกดดัน เพราะเชื่อว่าการจับมือเป็นพันธมิตรและช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้จริง คือหัวใจสำคัญที่เข้ากับบริบทไทยและเอเชียมากกว่าการไปบังคับฝืนใจกัน
ทำไมต้องเปลี่ยน
เพราะ “สุขภาพคน-สวัสดิภาพสัตว์-ความยั่งยืนของโลก” คือเรื่องเดียวกัน Catalist มองเห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน และโรคหัวใจ คือสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึง 74% หรือประมาณ 4 แสนคนต่อปี ขณะที่ภาคปศุสัตว์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 14.5% จึงเป็นที่มาของแนวคิด ONE HEALTH · ONE WELFARE · ONE PLANET ที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน
“ตอนผมอยู่ในห้องตรวจ ผมรักษาคนได้ทีละคน แต่ถ้าเราเปลี่ยนระบบอาหารได้ เราช่วยคนได้พร้อมกันทีเดียวหลายล้าน” นพ.วัชระ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการเป็น “ตัวเร่ง” การเปลี่ยนแปลง
จาก ‘Meatless Friday’ ถึง ‘Happy Egg’ ไม่ใช่แค่ขายฝัน แต่ลงมือทำจริง
- โครงการ Meatless Friday: จับมือโรงเรียนประถม 100 แห่ง ชวนเด็กๆ ทานอาหารจากพืชสัปดาห์ละมื้อ ผลปรากฏว่าแค่ 1 ปี ประหยัดน้ำไปได้เท่ากับอ่างอาบน้ำ 6 ล้านอ่าง และลดก๊าซเรือนกระจกได้มหาศาล
- โครงการ Happy Egg: ผลักดันระบบไข่ไก่ไม่ขังกรง (Cage-Free) จนมีเครือข่ายโรงแรมและร้านอาหารชั้นนำเข้าร่วมกว่า 20 แห่ง ส่งมอบไข่ที่มีสวัสดิภาพสูงกว่า 10 ล้านฟองต่อปี แถมยังสร้างมาตรฐาน "Happy Egg" รายแรกในเอเชียร่วมกับมหาวิทยาลัยระดับโลก
เป้าหมายใหญ่ 10 ปี เปลี่ยน ‘ครัวโลก’ ให้เป็นพื้นที่ ‘Respect’ ฝันใหญ่ของ Catalist คือการปักหมุดให้ประเทศไทยกลายเป็น Global Food Hub ที่ทั้ง Sustainable และ Ethical ภายใน 10-15 ปีข้างหน้า นพ.วัชระมองว่า วันนี้ชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยเพราะ “ถูกและอร่อย” แต่วันหน้าเราอยากให้เขามาด้วยความ “Respect” ในมอบคุณค่าและมาตรฐาน เหมือนที่โลกมองญี่ปุ่น โดยมีแผนสร้าง SMART Food Index และเฟ้นหาพื้นที่ต้นแบบ Blue Zone หรือพื้นที่อายุยืนยาวให้เกิดขึ้นจริงในไทย
กลยุทธ์ “0% แคมเปญกดดัน” แต่เน้น “จีบ” ภาคธุรกิจ
ในขณะที่หลายองค์กรใช้วิธีประท้วงหรือกดดัน (Pressure Campaign) แต่ Catalist เลือกใช้ทางที่เรียกว่า Positive Engagement หรือการสร้างสัมพันธ์เชิงบวก นพ.วัชระ เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า เหมือนการทำงานป้องกัน HIV ในอดีต ที่เราไม่ไปบังคับให้ใครปิดสถานบริการ แต่เราเข้าไปสร้างสัมพันธ์และหยิบยื่นเครื่องมือที่ทำให้ทุกคนปลอดภัยขึ้น
“โจทย์ของเราคือต้องหา ‘วิน’ ของทุกภาคส่วนให้เจอ”
- ประชาชน: ได้กินอาหารที่ลดเสี่ยงเบาหวาน
- รัฐบาล: ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
- ธุรกิจ: แบรนด์ดูดีขึ้น ตอบโจทย์นักลงทุนในแง่ ESG และความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)
- โลก: ลดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ระดับสากล
เบื้องหลัง "Positive Engagement" ทำไมต้องใช้โมเดลเดียวกับงาน HIV
สิ่งที่ทำให้กลยุทธ์ของ Catalist แตกต่างและน่าสนใจมาก คือการหยิบเอาประสบการณ์จากงานสาธารณสุขระดับโลกมาปรับใช้ นพ.วัชระ เล่าว่าวิธีที่พวกเขาใช้กับภาคธุรกิจนั้นถอดแบบมาจาก "งานป้องกัน HIV" ในอดีต
“เราไม่ได้เดินไปสั่งให้ใครปิดสถานบริการทางเพศ แต่เราเข้าไปสร้างสัมพันธ์ เอาถุงยางอนามัยไปแจก เอาเครื่องมือตรวจไปให้ เพื่อให้ทุกคนปลอดภัยขึ้น” การเปลี่ยนระบบอาหารก็เช่นกัน Catalist จึงเน้นการเป็น Business Solution เข้าไปช่วยหาทางออกให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้จริงโดยไม่ใช้การบังคับ
จาก "หมู" สู่ "ไก่" ภารกิจช่วยชีวิตเพื่อนร่วมโลกหลักล้าน
หลายคนอาจไม่รู้ว่าช่วงแรก Catalist เริ่มต้นจากการขยับเรื่อง "สวัสดิภาพหมู" มาก่อน โดยผลักดันให้มีการทำให้หมูสลบก่อนเข้าสู่กระบวนการเพื่อลดความทรมาน ซึ่งทำสำเร็จจนกรมปศุสัตว์ออกเป็นกฎเกณฑ์ออกมา
แต่ปัจจุบันพวกเขาเลือกโฟกัสที่ "ไก่ไข่" เป็นหลัก เพราะเมื่อดูที่จำนวนชีวิตแล้ว ไก่ไข่ในไทยมีสูงถึง 54 ล้านตัว และส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรงตับ หากเปลี่ยนระบบไก่ไข่ได้สำเร็จ แรงกระเพื่อมต่อสวัสดิภาพสัตว์จะมหาศาลกว่ามาก
ความสนุกของเรื่องนี้ยังอยู่ที่เมนูอาหาร ใครว่าอาหารเพื่อโลกต้องไม่อร่อย
ในวงสนทนามีการโชว์เมนู “วากิวจากเห็ดหัวลิง” ที่ Texture เหมือนเนื้อจริงจนแยกไม่ออก ซึ่งความลับของมันคือ “ไฟเบอร์” ในเนื้อสัตว์ นม หรือไข่ มีไฟเบอร์เป็นศูนย์ แต่การกินพืชและถั่วจะให้ไฟเบอร์ไปเลี้ยงแบคทีเรียตัวดีในลำไส้ ช่วยสร้างกรดไขมันสายสั้นมาลดการอักเสบทั่วร่างกาย ป้องกันสมองเสื่อม และส่งผลดีต่อสุขภาพจิตด้วย
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเริ่มจากก้าวเล็กๆ เหมือนกรณี “หูฉลาม” ที่เคยหรูหราแต่ตอนนี้ถูกปฏิเสธจากองค์กรระดับโลกเพราะขัดต่อความยั่งยืน Catalist เชื่อว่าวันหนึ่ง
“ไข่ไก่จากการขังกรง” ก็จะเดินไปถึงจุดนั้นเช่นกัน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่มันคือการสร้าง Story ใหม่ให้ประเทศไทย เป็นเรื่องเล่าที่น่าฟัง น่ากิน และน่าภูมิใจไปพร้อมๆ กัน





