วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

เจาะการปฏิวัติสวัสดิภาพสัตว์หลักล้าน ปั้นไทยสู่ 'Global Food Hub'

เจาะการปฏิวัติสวัสดิภาพสัตว์หลักล้าน ปั้นไทยสู่ 'Global Food Hub'

 

ใครจะไปเชื่อว่าการเปลี่ยน “ไข่ไก่” ในจาน หรือการเลือกกิน “เห็ด” แทนเนื้อสัตว์ จะกลายเป็นภารกิจกู้โลกได้ เปิดเบื้องหลังแนวคิดสุดล้ำของ Catalist วิสาหกิจเพื่อสังคมยุคใหม่ที่ขอวางป้ายประท้วง แล้วหันมาใช้ ‘Soft Power’ จับมือภาคธุรกิจเปลี่ยนอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ ยั่งยืน

ในโลกของการขับเคลื่อนสังคม 

เรามักคุ้นชินกับการประท้วงหรือการกดดันคอร์ปอเรตยักษ์ใหญ่ให้เปลี่ยนนโยบาย แต่สำหรับ บริษัท คะตะลิสต์ จำกัด (CATALYST) เลือกทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นพ.วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้ง คะตะลิสต์ จำกัด  แอบกระซิบว่ากลยุทธ์ที่นี่คือ “Positive Engagement” หรือการสร้างสัมพันธ์แบบบวก 0% แคมเปญกดดัน เพราะเชื่อว่าการจับมือเป็นพันธมิตรและช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้จริง คือหัวใจสำคัญที่เข้ากับบริบทไทยและเอเชียมากกว่าการไปบังคับฝืนใจกัน

ทำไมต้องเปลี่ยน

เพราะ “สุขภาพคน-สวัสดิภาพสัตว์-ความยั่งยืนของโลก” คือเรื่องเดียวกัน Catalist มองเห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน และโรคหัวใจ คือสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึง 74% หรือประมาณ 4 แสนคนต่อปี ขณะที่ภาคปศุสัตว์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 14.5% จึงเป็นที่มาของแนวคิด ONE HEALTH · ONE WELFARE · ONE PLANET ที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน

“ตอนผมอยู่ในห้องตรวจ ผมรักษาคนได้ทีละคน แต่ถ้าเราเปลี่ยนระบบอาหารได้ เราช่วยคนได้พร้อมกันทีเดียวหลายล้าน” นพ.วัชระ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการเป็น “ตัวเร่ง” การเปลี่ยนแปลง



 

เจาะการปฏิวัติสวัสดิภาพสัตว์หลักล้าน ปั้นไทยสู่ 'Global Food Hub'
 

จาก ‘Meatless Friday’ ถึง ‘Happy Egg’ ไม่ใช่แค่ขายฝัน แต่ลงมือทำจริง

  • โครงการ Meatless Friday: จับมือโรงเรียนประถม 100 แห่ง ชวนเด็กๆ ทานอาหารจากพืชสัปดาห์ละมื้อ ผลปรากฏว่าแค่ 1 ปี ประหยัดน้ำไปได้เท่ากับอ่างอาบน้ำ 6 ล้านอ่าง และลดก๊าซเรือนกระจกได้มหาศาล
  • โครงการ Happy Egg: ผลักดันระบบไข่ไก่ไม่ขังกรง (Cage-Free) จนมีเครือข่ายโรงแรมและร้านอาหารชั้นนำเข้าร่วมกว่า 20 แห่ง ส่งมอบไข่ที่มีสวัสดิภาพสูงกว่า 10 ล้านฟองต่อปี แถมยังสร้างมาตรฐาน "Happy Egg" รายแรกในเอเชียร่วมกับมหาวิทยาลัยระดับโลก

เป้าหมายใหญ่ 10 ปี เปลี่ยน ‘ครัวโลก’ ให้เป็นพื้นที่ ‘Respect’ ฝันใหญ่ของ Catalist คือการปักหมุดให้ประเทศไทยกลายเป็น Global Food Hub ที่ทั้ง Sustainable และ Ethical ภายใน 10-15 ปีข้างหน้า นพ.วัชระมองว่า วันนี้ชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยเพราะ “ถูกและอร่อย” แต่วันหน้าเราอยากให้เขามาด้วยความ “Respect” ในมอบคุณค่าและมาตรฐาน เหมือนที่โลกมองญี่ปุ่น โดยมีแผนสร้าง SMART Food Index และเฟ้นหาพื้นที่ต้นแบบ Blue Zone หรือพื้นที่อายุยืนยาวให้เกิดขึ้นจริงในไทย

กลยุทธ์ “0% แคมเปญกดดัน” แต่เน้น “จีบ” ภาคธุรกิจ

ในขณะที่หลายองค์กรใช้วิธีประท้วงหรือกดดัน (Pressure Campaign) แต่ Catalist เลือกใช้ทางที่เรียกว่า Positive Engagement หรือการสร้างสัมพันธ์เชิงบวก นพ.วัชระ เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า เหมือนการทำงานป้องกัน HIV ในอดีต ที่เราไม่ไปบังคับให้ใครปิดสถานบริการ แต่เราเข้าไปสร้างสัมพันธ์และหยิบยื่นเครื่องมือที่ทำให้ทุกคนปลอดภัยขึ้น

“โจทย์ของเราคือต้องหา ‘วิน’ ของทุกภาคส่วนให้เจอ”

  • ประชาชน: ได้กินอาหารที่ลดเสี่ยงเบาหวาน
  • รัฐบาล: ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
  • ธุรกิจ: แบรนด์ดูดีขึ้น ตอบโจทย์นักลงทุนในแง่ ESG และความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)
  • โลก: ลดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ระดับสากล

เบื้องหลัง "Positive Engagement" ทำไมต้องใช้โมเดลเดียวกับงาน HIV

สิ่งที่ทำให้กลยุทธ์ของ Catalist แตกต่างและน่าสนใจมาก คือการหยิบเอาประสบการณ์จากงานสาธารณสุขระดับโลกมาปรับใช้ นพ.วัชระ เล่าว่าวิธีที่พวกเขาใช้กับภาคธุรกิจนั้นถอดแบบมาจาก "งานป้องกัน HIV" ในอดีต

“เราไม่ได้เดินไปสั่งให้ใครปิดสถานบริการทางเพศ แต่เราเข้าไปสร้างสัมพันธ์ เอาถุงยางอนามัยไปแจก เอาเครื่องมือตรวจไปให้ เพื่อให้ทุกคนปลอดภัยขึ้น” การเปลี่ยนระบบอาหารก็เช่นกัน Catalist จึงเน้นการเป็น Business Solution เข้าไปช่วยหาทางออกให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้จริงโดยไม่ใช้การบังคับ

จาก "หมู" สู่ "ไก่" ภารกิจช่วยชีวิตเพื่อนร่วมโลกหลักล้าน

หลายคนอาจไม่รู้ว่าช่วงแรก Catalist เริ่มต้นจากการขยับเรื่อง "สวัสดิภาพหมู" มาก่อน โดยผลักดันให้มีการทำให้หมูสลบก่อนเข้าสู่กระบวนการเพื่อลดความทรมาน ซึ่งทำสำเร็จจนกรมปศุสัตว์ออกเป็นกฎเกณฑ์ออกมา

แต่ปัจจุบันพวกเขาเลือกโฟกัสที่ "ไก่ไข่" เป็นหลัก เพราะเมื่อดูที่จำนวนชีวิตแล้ว ไก่ไข่ในไทยมีสูงถึง 54 ล้านตัว และส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรงตับ หากเปลี่ยนระบบไก่ไข่ได้สำเร็จ แรงกระเพื่อมต่อสวัสดิภาพสัตว์จะมหาศาลกว่ามาก

ความสนุกของเรื่องนี้ยังอยู่ที่เมนูอาหาร ใครว่าอาหารเพื่อโลกต้องไม่อร่อย

ในวงสนทนามีการโชว์เมนู “วากิวจากเห็ดหัวลิง” ที่ Texture เหมือนเนื้อจริงจนแยกไม่ออก ซึ่งความลับของมันคือ “ไฟเบอร์” ในเนื้อสัตว์ นม หรือไข่ มีไฟเบอร์เป็นศูนย์ แต่การกินพืชและถั่วจะให้ไฟเบอร์ไปเลี้ยงแบคทีเรียตัวดีในลำไส้ ช่วยสร้างกรดไขมันสายสั้นมาลดการอักเสบทั่วร่างกาย ป้องกันสมองเสื่อม และส่งผลดีต่อสุขภาพจิตด้วย

การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเริ่มจากก้าวเล็กๆ เหมือนกรณี “หูฉลาม” ที่เคยหรูหราแต่ตอนนี้ถูกปฏิเสธจากองค์กรระดับโลกเพราะขัดต่อความยั่งยืน Catalist เชื่อว่าวันหนึ่ง 

“ไข่ไก่จากการขังกรง” ก็จะเดินไปถึงจุดนั้นเช่นกัน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่มันคือการสร้าง Story ใหม่ให้ประเทศไทย เป็นเรื่องเล่าที่น่าฟัง น่ากิน และน่าภูมิใจไปพร้อมๆ กัน


เจาะการปฏิวัติสวัสดิภาพสัตว์หลักล้าน ปั้นไทยสู่ 'Global Food Hub'