ท่ามกลางวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี ภาพความเสียหายจากพายุไซโคลน "ดีตวาห์" (Ditwah) ที่ซัดถล่มศรีลังกาจนพื้นที่กว่า 1 ใน 5 จมอยู่ใต้น้ำเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงภาพข่าวภัยธรรมชาติไกลตัว แต่มันคือ "สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า" ถึงวิกฤติเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "วงจรหนี้พิบัติภัย" ที่กำลังกัดกินประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยอย่างเงียบเชียบ
เมื่อน้ำลด... แต่หนี้ไม่ยอมลดตาม
ความเสียหายของศรีลังกาถูกประเมินไว้สูงถึง 2.1 - 2.4 แสนล้านบาท (6-7 พันล้านดอลลาร์) นี่คือตัวเลขมหาศาลสำหรับประเทศที่กำลังประคองตัวจากโครงการฟื้นฟูของ IMF และมีพื้นที่ทางการคลังเหลือน้อยเต็มที แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าตัวเลขความเสียหายคือ "โครงสร้างหนี้ 3 ชั้น" ที่เกี่ยวพันกันจนยากจะแกะออก ไม่ว่าจะเป็น หนี้ระดับประเทศ (Sovereign Debt) เมื่อรัฐบาลต้องกู้เงินด่วนมาซ่อมถนน สะพาน และเขื่อน เงินมหาศาลที่ควรจะเอาไปลงทุนในเทคโนโลยีหรือการศึกษา กลับต้องถูกนำไปจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ซ่อมแซม
ทั้งนี้ยังมีหนี้ธุรกิจ SME ภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็กในเอเชียกว่า 95% ไม่มีประกันภัยพิบัติ เมื่อโกดังพัง สินค้าจมน้ำ พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากกู้เงินดอกเบี้ยสูงเพื่อมาต่อลมหายใจ หรือยอมปิดกิจการทิ้งพนักงานให้ตกงาน และ หนี้ครัวเรือน (The Sharp Edge) นี่คือจุดที่เจ็บปวดที่สุด ครอบครัวที่เปราะบางมักมีหนี้เดิมอยู่แล้ว เมื่อบ้านพัง รายได้หาย พวกเขาต้องกู้นอกระบบมาซื้ออาหาร หรือร้ายแรงที่สุดคือการดึงลูกออกจากโรงเรียนเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการทำลายอนาคตของชาติในระยะยาว
ส่องกระจกดูไทย วิกฤติหนี้ครัวเรือน 90% ของ GDP
หากมองกลับมาที่ประเทศไทย สถานการณ์ของเรามีความคล้ายคลึงจนน่ากังวล จากข้อมูลล่าสุดในปี พ.ศ. 2568 - 2569 พบว่าประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายที่ซ้อนทับกันไม่ว่าจะเป็น
- หนี้ครัวเรือนที่เรื้อรัง: รายงานจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไทยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงเกินกว่า 90% ของ GDP ซึ่งหมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่ "ไม่มีก๊อกสอง" ในการรับมือกับวิกฤต เมื่อน้ำท่วมใหญ่ในภาคเหนือหรือภาคกลางเกิดขึ้น รายได้เกษตรกรหายไป หนี้เดิมที่มีอยู่จึงกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ทันที
- ความเสียหายรายปี: ตามการวิเคราะห์ของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติเฉลี่ยปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
- ช่องว่างการคุ้มครอง (Protection Gap): แม้ไทยจะมีระบบประกันภัยที่ก้าวหน้ากว่าบางประเทศในอาเซียน แต่ข้อมูลจาก สมาคมประกันวินาศภัยไทย พบว่าบ้านเรือนและร้านค้าทั่วไปยังคงมองว่าเบี้ยประกันภัยพิบัติเป็นค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ทำให้เมื่อเกิดเหตุจริง ภาระทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่งบประมาณเยียวยาของภาครัฐซึ่งมักจะไม่เพียงพอ
เปลี่ยนเกมการเงิน จาก "เยียวยา" เป็น "รับประกันความเสี่ยง"
บทความจาก UNDP ชี้ให้เห็นว่าเราต้องเลิกมองหนี้พิบัติภัยเป็นเรื่องของความสงสาร แต่ต้องมองเป็น "ความท้าทายทางเศรษฐศาสตร์มหภาค" โดยมีทางออกที่จับต้องได้ดังนี้ 1.Parametric Insurance (ประกันภัยตามดัชนี) เลิกใช้ระบบรอพนักงานเคลมไปสำรวจความเสียหายซึ่งใช้เวลานาน แต่ให้ใช้ระบบ "จ่ายทันที" เมื่อระดับน้ำฝนหรือระดับน้ำในแม่น้ำถึงจุดที่กำหนด เพื่อให้เงินถึงมือ SME ภายในไม่กี่วันก่อนที่พวกเขาจะล้มละลาย 2.Pause Clause (สัญญาพักหนี้อัตโนมัติ) ข้อเสนอให้ระบุในสัญญาเงินกู้ระดับประเทศว่า "หากเกิดภัยพิบัติรุนแรง รัฐบาลมีสิทธิหยุดชำระหนี้ได้ 12-24 เดือน" เพื่อนำเงินส่วนนั้นไปกู้สถานการณ์เบื้องต้นก่อน ตัวอย่างเช่น หากศรีลังกาพักหนี้ได้ 12 เดือน จะมีเงินสดหมุนเวียนในประเทศเพิ่มขึ้นทันทีหลายพันล้านบาท
และ 3.Debt-for-Climate Swaps การเจรจาลดหนี้ต่างประเทศเพื่อแลกกับการที่รัฐบาลนำเงินจำนวนนั้นไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Resilient Infrastructure)
ความสามัคคีในสัญญาใหม่
พายุจะแรงขึ้นและมาบ่อยขึ้น นี่คือความจริงที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราเปลี่ยนได้คือ "กฎกติกาทางการเงิน" หากเรายังใช้ตำราเดิมที่เน้นแค่การกู้เงินใหม่มาใช้หนี้เก่า ประเทศอย่างศรีลังกา หรือแม้แต่ไทยเอง ก็อาจจะติดอยู่ในกับดักความยากจนถาวร
"น้ำอาจจะท่วมบ้านเราได้ แต่อย่าปล่อยให้มันท่วมอนาคตทางการเงินของเรา" ถึงเวลาที่รัฐบาล ภาคธนาคาร และสถาบันการเงินโลกต้องจับมือกันสร้าง "ร่มชูชีพทางการเงิน" ที่ทำงานได้จริงก่อนที่พายุลูกใหญ่ลำดับถัดไปจะมาถึง





