วันอาทิตย์ ที่ 22 มีนาคม 2569

Login
Login

กล่องพลาสติกที่เข้าไมโครเวฟได้ปล่อย ‘ไมโครพลาสติก’ ลงสู่ ‘อาหาร’ นับแสนในไม่กี่นาที 

กล่องพลาสติกที่เข้าไมโครเวฟได้ปล่อย ‘ไมโครพลาสติก’ ลงสู่ ‘อาหาร’ นับแสนในไม่กี่นาที 

ในยุคที่ความเร่งรีบเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต บรรจุภัณฑ์อาหารที่ “เข้าไมโครเวฟได้” (Microwave Safe) กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่รายงานล่าสุดจาก Greenpeace International เตือนว่าบรรจุภัณฑ์อาหารที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ก็สามารถปล่อย “ไมโครพลาสติก” ลงสู่ “อาหาร” ของเราได้เช่นกัน

เมื่อบรรจุภัณฑ์พลาสติกได้รับความร้อนสูงในไมโครเวฟ มันสามารถปล่อยอนุภาคขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทั้งในระดับ “ไมโครพลาสติก” และ “นาโนพลาสติก” ออกมาในปริมาณมหาศาลภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที และสามารถตกลงสู่อาหารได้

กระบวนการเหล่านี้ เริ่มต้นจากความร้อนเข้าไปกระตุ้นโครงสร้างโพลีเมอร์ การศึกษาหนึ่งพบว่า การอุ่นภาชนะโพลีโพรพิลีน (PP) ในไมโครเวฟเพียง 5 นาที สามารถปล่อยอนุภาคไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกได้มากถึง 326,000-534,000 อนุภาคต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งสูงกว่าการอุ่นในเตาอบถึง 7 เท่า เนื่องจากการสั่นสะเทือนของโมเลกุลน้ำในไมโครเวฟจะกระตุ้นให้พลาสติกหลุดออกมาได้ง่าย อีกทั้งพลาสติกที่ผ่านการใช้งานมานานหรือมีรอยขีดข่วนจะปล่อยไมโครพลาสติกออกมามากกว่าบรรจุภัณฑ์ใหม่เกือบเท่าตัว

อีกปัจจัยหนึ่งที่น่ากังวลคือ การแช่แข็งอาหารในบรรจุภัณฑ์พลาสติกก่อนนำเข้าไมโครเวฟ ดร.คาร์เมน มาร์ซิท) ศาสตราจารย์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยเอมอรี อธิบายว่า กระบวนการแช่แข็งอาจทำให้พลาสติกเปราะขึ้น ส่งผลให้มีการหลุดลอกของไมโครพลาสติกลงสู่อาหารมากขึ้นเมื่อนำไปอุ่นร้อน

เกรแฮม ฟรอบส์ ผู้นำแคมเปญพลาสติกโลกของ Greenpeace USA ให้ความเห็นว่า “ผู้บริโภคมักเชื่อว่าการอุ่นอาหารในพลาสติกเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงเรากำลังได้รับไมโครพลาสติกและสารเคมีอันตรายจำนวนมาก ทั้งที่มันไม่ควรอยู่ใกล้กับอาหารของเราเลย”

คำว่า “เข้าไมโครเวฟได้” (Microwave Safe) ที่อยู่บนบรรจุภัณฑ์ เป็นเพียงการยืนยันว่าภาชนะจะไม่ละลายหรือบิดเบี้ยวเมื่อโดนความร้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีสารเคมีหรือไมโครพลาสติกหลุดออกมา 

นอกจากอนุภาคพลาสติกแล้ว สารเคมีที่เติมลงไปเพื่อให้พลาสติกมีคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระและสารช่วยให้อ่อนตัว (Plasticisers) ก็หลุดลอดออกมาด้วย สารเหล่านี้ไม่ได้พันธะติดแน่นกับโครงสร้างพลาสติก ทำให้เมื่อถูกความร้อนหรือสัมผัสกับอาหารที่มีไขมันสูง เกลือสูง หรือมีความเป็นกรด สารเคมีเหล่านี้จะละลายออกมาได้ง่ายขึ้น

ในพลาสติกมีสารเคมีที่ใช้หรือตรวจพบมากกว่า 16,000 ชนิด และอย่างน้อย 4,200 ชนิดจัดว่าเป็นสารอันตรายต่อสุขภาพ สารเคมีเหล่านี้รวมถึง บิสฟีนอล (Bisphenols), พทาเลท (Phthalates), สารกลุ่ม PFAS หรือ “สารเคมีตลอดกาล” และโลหะหนักอย่างแอนติโมนี (Antimony)

สิ่งปนเปื้อนเหล่านี้สามารถทำอันตรายต่อสุขภาพได้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายไมโครพลาสติกและสารเคมีเหล่านี้จะสะสมอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ มีรายงานการตรวจพบในเลือด รก น้ำนมแม่ ปอด ตับ และแม้แต่เนื้อเยื่อหัวใจ โดยเฉพาะนาโนพลาสติกที่มีขนาดเล็กจนสามารถแทรกซึมเข้าสู่เซลล์และเคลื่อนที่ผ่านกระแสเลือดไปยังอวัยวะสำคัญได้ และอาจส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ ระบบย่อยอาหาร และระบบทางเดินหายใจ

ขณะที่ สารเคมีกลุ่มที่รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (EDCs) ที่หลุดออกมาจากพลาสติกมีความเชื่อมโยงกับภาวะมีบุตรยาก การเสื่อมถอยของคุณภาพอสุจิ และกลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ (PCOS) นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากวิถีชีวิต เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวานประเภทที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด

อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก การได้รับสารรบกวนต่อมไร้ท่อระหว่างการตั้งครรภ์หรือในวัยทารกอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพไปตลอดชีวิต รวมถึงส่งผลต่อระดับสติปัญญา (IQ) ที่ลดลงและปัญหาพัฒนาการทางสมอง นับเป็นปัญหาที่น่ากังวลมากที่สุด

ในระดับเซลล์ ไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และทำให้เซลล์เกิดภาวะเครียดจากการออกซิเดชัน ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายทางกายภาพต่อเนื้อเยื่อ เช่น เยื่อบุกระเพาะอาหาร และอาจพัฒนาไปสู่การเกิดโรคมะเร็งในระยะยาว

รายงานระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันซ้ำรอยกับกรณีของยาสูบ แร่ใยหิน และสารตะกั่วในอดีต ซึ่งในตอนนั้นภาคอุตสาหกรรมมักจะพยายามปฏิเสธหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประวิงเวลาการออกกฎหมายควบคุม จนกระทั่งเกิดความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรงจึงมีการดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีกฎระเบียบสากลที่กำหนดขีดจำกัดความปลอดภัยของไมโครพลาสติกในวัสดุสัมผัสอาหาร Greenpeace จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกนำ “หลักการระวังไว้ก่อน” (Precautionary Principle) มาใช้ในการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลก เพื่อลดการผลิตพลาสติกและควบคุมสารเคมีอันตรายอย่างเข้มงวด

สำหรับผู้บริโภค วิธีป้องกันตนเองที่ทำได้ทันทีคือการลดการใช้พลาสติกในครัว ดร. คาร์เมน มาร์ซิท แนะนำให้พยายามลดการสัมผัสระหว่างพลาสติกกับอาหารให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ความร้อนหรือการแช่แข็ง

แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือ การย้ายอาหารออกจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกก่อนอุ่นร้อน โดยเลือกใช้ภาชนะที่เป็นแก้วหรือเซรามิกที่ทนความร้อนแทน หลีกเลี่ยงการใช้ฟิล์มถนอมอาหารห่ออาหารขณะอุ่น และไม่ควรใส่ของร้อนจัดลงในภาชนะพลาสติกโดยตรง เพื่อลดการละลายของสารเคมีและพลาสติก


ที่มา: Euro NewsGreenpeace, HealthIndependent