วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

‘Great Stink 1858’ กรุงลอนดอนเหม็นเน่า สิ่งปฏิกูลเต็มแม่น้ำ สู่การปฏิวัติระบบระบายน้ำของเมือง

‘Great Stink 1858’ กรุงลอนดอนเหม็นเน่า สิ่งปฏิกูลเต็มแม่น้ำ สู่การปฏิวัติระบบระบายน้ำของเมือง

ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 กรุงลอนดอนเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสุขอนามัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า “Great Stink” หรือ “เหตุการณ์เหม็นเน่าครั้งใหญ่” ในปี 1858 เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่เปลี่ยนแปลงระบบระบายน้ำครั้งใหญ่และวางรากฐานให้กับมหานครลอนดอนในปัจจุบัน

ในยุคนั้น กรุงลอนดอนเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยจำนวนประชากรมากกว่า 2.5 ล้านคน แต่ระบบระบายน้ำกลับล้าสมัยและไม่สามารถรองรับจำนวนประชากรที่พุ่งสูงขึ้นได้ ของเสียจากบ้านเรือน โรงงาน และโรงฆ่าสัตว์ต่างถูกชะล้างลงสู่แม่น้ำเทมส์โดยตรง ทำให้แม่น้ำสายหลักที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเมืองกลายเป็นท่อระบายน้ำเปิดที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล

 

สิ่งปฏิกูลเต็มแม่น้ำ

สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก เมื่อชาวเมืองเริ่มหันมาใช้ “ส้วมชักโครก” มากขึ้น นวัตกรรมใหม่นี้ทำให้ปริมาณน้ำเสียที่ไหลลงแม่น้ำเทมส์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบ่อเกรอะและระบบระบายน้ำเดิมรับไม่ไหว ส่งผลให้สิ่งปฏิกูลทะลักกลับเข้าสู่ลำน้ำสาขาและแหล่งน้ำดื่มของชาวเมือง

ฤดูร้อนปี 1858 มาพร้อมกับคลื่นความร้อนที่อุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 30 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายสัปดาห์ แสงแดดที่แผดเผาทำให้สิ่งปฏิกูลที่สะสมอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำเทมส์เกิดการหมักหมมและส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงไปทั่วทั้งเมือง 

ซิดนีย์ สมิธ นักเขียนในยุคนั้น กล่าวถึงสภาพน้ำดื่มของลอนดอนไว้ว่า “ใครก็ตามที่ดื่มน้ำในลอนดอนเข้าไป จะมีสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่ในท้องมากกว่าจำนวนคนในโลกนี้เสียอีก” 

ส่วนนักเขียนชื่อดังอย่าง ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ บรรยายสภาพแม่น้ำเทมส์ในนิยายเรื่อง Little Dorrit ของเขาว่า “ท่ามกลางใจเมืองมีท่อระบายน้ำที่อันตรายถึงชีวิตไหลลงแม่น้ำควรจะสดชื่น” ขณะที่ไมเคิล ฟาราเดย์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังระบุว่าน้ำในแม่น้ำกลายเป็น “ของเหลวสีน้ำตาลขุ่น”

ยุคนั้นยังมีความเชื่อเรื่อง “ทฤษฎีไอพิษ” (Miasma theory) ซึ่งเชื่อว่าโรคระบาดอย่างอหิวาตกโรคมีสาเหตุมาจากการสูดดมกลิ่นเหม็นในอากาศ ยิ่งเอ็ดวิน แชดวิก นักปฏิรูปสังคมผู้ทรงอิทธิพลในตอนนั้นออกมาพูดว่า “กลิ่นทั้งหมดคือโรคภัย” ชาวบ้านจึงยิ่งกลัวไปใหญ่ เพราะเชื่อว่าความตายลอยอยู่ในอากาศ

แต่ก็ยังมีคนที่พยายามพิสูจน์ว่าโรคติดต่อเหล่านี้เกิดจากน้ำที่ปนเปื้อน อย่างดร.จอห์น สโนว์ แต่กลับไม่มีคนเชื่อถือมากนัก จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในช่วงพีคของเหตุการณ์ Great Stink ในปี 1858 ซึ่งการตายของดร.สโนว์กลับช่วยยืนยันสมมติฐานของเขาได้ดี เพราะถึงแม้กลิ่นจะเหม็นรุนแรงมาก แต่กลับไม่มีการระบาดใหญ่ของอหิวาตกโรคเกิดขึ้นใหม่ตามทฤษฎีไอพิษ

สภาพน้ำในแม่น้ำเทมส์ที่กลายเป็นบ่อเกรอะเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ตามริมฝั่งแม่น้ำมีกองอาจมทับถมกันหนาประมาณ 1.8 เมตร และในบางจุดของแม่น้ำมีชั้นสิ่งปฏิกูลลอยตัวอยู่บนผิวน้ำถึง 45 เซนติเมตร สิ่งที่ลอยอยู่ในแม่น้ำไม่ได้มีเพียงสิ่งปฏิกูลจากมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมี ซากสุนัขที่เน่าเปื่อย อาหารที่กำลังย่อยสลาย เศษชิ้นส่วนสัตว์จากโรงฆ่าสัตว์ และสารเคมีอันตรายจากโรงงานฟอกหนังริมน้ำ 

นอกจากนี้ บนท้องถนนลอนดอนในยุคนั้นที่ใช้ม้าเป็นพาหนะหลักยังเต็มไปด้วยกองมูลม้าจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวันจำนวนมากที่คอยแพร่กระจายโรคไทฟอยด์และท้องร่วง

เมื่อความร้อนพุ่งสูงกว่า 30 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายสัปดาห์ สิ่งปฏิกูลเหล่านี้จึงเกิดการหมักและเดือดปุดอยู่ภายใต้แสงแดดที่แผดเผา กลิ่นเหม็นรุนแรงมากจนมีรายงานว่า ผู้คนที่เดินผ่านไปมาแถวริมแม่น้ำถึงกับอาเจียนและสำลัก ออกมาทันที ชาวเมืองต้องพยายามใช้หน้ากากหรือผ้าคลุมใบหน้าเพื่อปิดบังจมูก 

ขณะที่สื่อในยุคนั้นมักวาดการ์ตูนล้อเลียนเป็นภาพ “ยมทูต” กำลังพายเรืออยู่ในแม่น้ำเทมส์ที่เต็มไปด้วยซากสัตว์ตายและสิ่งสกปรก เพื่อสะท้อนว่าความตายได้ยึดครองเส้นเลือดใหญ่ของเมืองนี้ไว้แล้ว

 

วางระบบท่อระบายน้ำของเมือง

กลิ่นเหม็นรุนแรงจากแม่น้ำลอยขึ้นไปถึงหน้าต่างของรัฐสภา จนบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่างเดือดร้อนจนแทบไม่สามารถทำงานได้ ถึงขั้นมีการใช้ม่านชุบสารเคมีเพื่อพยายามกลบกลิ่น สถานการณ์ที่เกินจะทนนี้ทำให้รัฐบาลต้องเร่งลงมือแก้ไขอย่างรวดเร็ว

เบนจามิน ดิสราเอลี รัฐมนตรีคลังในขณะนั้น กล่าวต่อสภาด้วยความขมขื่นว่า “แม่น้ำสายหลักที่สง่างามซึ่งเคยเป็นความภาคภูมิใจของชาวอังกฤษ บัดนี้ได้กลายเป็นสระน้ำนรกที่ส่งกลิ่นเหม็นด้วยความสยดสยองจนเกินจะพรรณนาและเหลือทน”

ดิสราเอลีจึงเสนอกฎหมายเพื่อปรับปรุงระบบระบายน้ำ ซึ่งสภาผ่านกฎหมายนี้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 18 วัน

โจเซฟ บาซัลเกต วิศวกรโยธา ได้รับมอบหมายให้สร้างเครือข่ายอุโมงค์ระบายน้ำขนาดมหึมาใต้ดินเพื่อดักจับน้ำเสียก่อนจะถึงแม่น้ำเทมส์ แล้วส่งผ่านท่อที่วางขนานไปกับแม่น้ำเพื่อไปปล่อยในจุดที่ห่างไกลจากตัวเมืองออกไปทางตะวันออก

บาซัลเกตเลือกใช้อุโมงค์รูปไข่เพื่อช่วยให้การไหลของน้ำมีประสิทธิภาพและใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ซึ่งเป็นวัสดุใหม่ในขณะนั้นที่มีความทนทานสูง เขายังยืนกรานที่จะสร้างอุโมงค์ให้มีขนาดใหญ่กว่าที่จำเป็นในขณะนั้นถึงสองเท่า เพื่อรองรับการเติบโตของประชากรในอนาคต

การก่อสร้างต้องใช้แรงงานจำนวนมหาศาลและอิฐมากกว่า 318 ล้านก้อน โครงการนี้รวมถึงการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ เช่น Victoria, Chelsea และ Albert Embankment เพื่อซ่อนท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ไว้ข้างใต้ นอกจากนี้ยังมีการสร้างสถานีสูบน้ำที่สวยงามขึ้นหลายที่ เพื่อช่วยยกน้ำเสียขึ้นสู่ท่อในระดับที่สูงกว่า

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ก็มีราคาที่ต้องจ่าย เพราะการก่อสร้างทำให้ต้องมีการรื้อถอนบ้านเรือนและธุรกิจจำนวนมากในย่านแลมเบธ, วอกซ์ฮอลล์ และเซาท์วอร์ก ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้รับการปรึกษาหรือชดเชยค่าเสียหายใดๆ และต้องอพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อหลีกทางให้กับการพัฒนาเมืองครั้งใหญ่

บาซัลเกตกล่าวถึงความยากลำบากของโครงการนี้ว่า “มันเป็นงานที่ยุ่งยากลำบากมากจริง ๆ มันเป็นงานที่หนักหนาสาหัสที่สุด” เขาได้รับยกย่องจนถูกเรียกว่าเป็น “ชายผู้สร้างลอนดอน” เนื่องจากระบบระบายน้ำของเขาสามารถกำจัดอหิวาตกโรคออกไปจากพื้นที่ที่เชื่อมต่อระบบได้เกือบทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่ปี

เกร็ก วอร์เนอร์ อาสาสมัครผู้ดูแลสถานีสูบน้ำเก่าแก่ กล่าวชื่นชมบาซัลเกตว่าเขาคือ “วีรบุรุษ” ผู้รับผิดชอบต่อการปรับปรุงสาธารณสุขของลอนดอนอย่างมหาศาล โดยระบุว่า “เขาสามารถกำจัดน้ำเสียทั้งหมดออกจากใจกลางกรุงลอนดอนได้จริง” หากไม่มีวิสัยทัศน์ของเขา ลอนดอนอาจต้องจมอยู่กับโรคระบาดและกลิ่นเหม็นไปอีกนาน

แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 150 ปี ระบบของบาซัลเกตก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของลอนดอนที่มีประชากรกว่า 9 ล้านคนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระบบเดิมที่ออกแบบมาเพื่อคน 4.5 ล้านคนเริ่มแบกรับน้ำหนักไม่ไหว เนื่องจากจำนวนประชากรที่เกินคาดและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดฝนตกหนักบ่อยครั้ง จนต้องสร้างอุโมงค์เทมส์ไทด์เวย์ ซึ่งเป็นท่อระบายน้ำใต้ดินลึกที่อยู่ตามแนวแม่น้ำเทมส์ความยาว 25 กิโลเมตร เพื่อดักจับน้ำเสียดิบและน้ำฝนเกือบทั้งหมดจากท่อระบายน้ำรวม

เหตุการณ์ Great Stink ในปี 1858 ไม่ได้เป็นเพียงหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่น่าขยะแขยง แต่เป็นจุดกำเนิดของระบบวิศวกรรมที่เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ มันคือข้อพิสูจน์ว่าเมื่อเจตจำนงทางการเมืองมาบรรจบกับวิสัยทัศน์ทางวิศวกรรม การลงทุนระยะยาว และการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมคือหนทางสำคัญในการพาเมืองรอดพ้นจากวิกฤติ และเปลี่ยนโฉมหน้าของเมืองไปตลอดกาล


ที่มา: BBCLondon MuseumMetroRapid TransitionThe ConversationThe Guardian