วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2569

Login
Login

ตลาดหลักทรัพย์ฯ 'พลิกวิกฤติค่าขยะ กทม.' สู่สวัสดิการยั่งยืน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ 'พลิกวิกฤติค่าขยะ กทม.' สู่สวัสดิการยั่งยืน

เปิดแผนปฏิบัติการจัดการขยะสุดล้ำ เมื่อ "ขยะ" ไม่ใช่ภาระแต่คือสินทรัพย์ เผยเบื้องหลังความสำเร็จโครงการจัดการขยะครบวงจรที่ดึงเทคโนโลยี Climate Care Platform มาคำนวณการลดคาร์บอนได้กว่า 2 หมื่นตัน พร้อมกลยุทธ์มัดใจผู้ประกอบการด้วยระบบ "ธนาคารขยะ" เปลี่ยนเศษกระดาษเป็นส่วนลดค่าไฟ และมาตรการ "ติดแท็ก" คุมเข้มขยะ 48 ตันต่อเดือน เพื่อเป้าหมาย Zero Waste อย่างแท้จริง

นโยบาย “ไม่เทรวม”

ของกรุงเทพมหานครที่มุ่งเน้นการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพสู่การลดภาระค่าธรรมเนียมกำจัดขยะ ได้เกิดความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาคธุรกิจและผู้ประกอบการร้านค้า โดยมีการนำเสนอโมเดลความสำเร็จผ่านความยั่งยืน

รองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารความเสี่ยงองค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงาน Climate Care Talk: รู้ทันมาตรการจัดการขยะ "โครงการไม่เทรวม" ของกรุงเทพมหานคร ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยใช้ Climate Care Platform เป็นเครื่องมือดิจิทัลสำคัญให้องค์กรกว่า 1,000 แห่ง

สามารถจัดเก็บข้อมูลและคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกได้แบบเรียลไทม์ โดยในปี 2566 สมาชิกแพลตฟอร์มร่วมกันคัดแยกขยะได้มากกว่า 14,000 ตัน ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าได้สูงถึง 20,000 ตัน ภายใต้แนวคิด Zero Waste to Landfill ที่สอดคล้องกับมาตรการของ กทม. เพื่อสร้างวินัยการจัดการขยะและนำขยะเข้าสู่กระบวนการ Recycle, Upcycle หรือการบริจาคผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ 'พลิกวิกฤติค่าขยะ กทม.' สู่สวัสดิการยั่งยืน

 

นุชนาฏ ประจันทา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายอาคาร บริษัท เดอะ สตรีท รีเทล ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า การนำโมเดลการคัดแยกขยะที่ละเอียดจากตลาดหลักทรัพย์ฯ มาปรับใช้กับร้านค้าและสำนักงาน โดยชูจุดเด่นที่ “โครงการธนาคารขยะ” ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าด้วยการรับซื้อขยะรีไซเคิลในราคา 2 เท่า

เช่น กล่องลังจากราคากลางกิโลกรัมละ 3 บาท โครงการจะรับซื้อในราคา 6 บาท เพื่อให้นำยอดเงินไปแลกเป็น “ส่วนลดค่าไฟฟ้า” ภายในร้าน นอกจากนี้ยังมีการจัดการ “ขยะกำพร้า” (RDF) ซึ่งเป็นขยะที่ไม่มีมูลค่าแต่เผาไหม้ได้ เพื่อส่งต่อเป็นเชื้อเพลิงทดแทนให้โรงไฟฟ้าหรือเตาเผาปูนซีเมนต์ และยังมีโครงการ "เหลือขอ" ที่นำเสื้อผ้าเก่าไปบริจาคต่อให้มูลนิธินกขมิ้นเพื่อยืดอายุการใช้งานทรัพยากรอีกดวย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ 'พลิกวิกฤติค่าขยะ กทม.' สู่สวัสดิการยั่งยืน

ซึ่งปริมาณขยะเฉลี่ยในพื้นที่สูงถึง 48 ตันต่อเดือน โดย 80 % มาจากส่วนกลาง และ 15% มาจากร้านค้า เพื่อแก้ปัญหา Pain Point เรื่องต้นทุนถุงขยะ ทางโครงการได้ “แจกถังแยกเศษอาหาร” ให้ร้านค้าเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก โดยให้ร้านนำเศษอาหารมาเทในถังรวมใหญ่แล้วนำถังกลับไปล้างใช้ซ้ำได้ และในปี 2567 ได้ติดตั้งเครื่องกำจัดเศษอาหารเพื่อเปลี่ยนเป็นสารปรับปรุงดิน

ที่น่าสนใจคือระบบ “Tagging” ที่มีการติดชื่อร้านที่ถุงขยะเพื่อชั่งน้ำหนักตรวจสอบคุณภาพ "หากร้านใดไม่คัดแยก เราจะเก็บค่าธรรมเนียมตามน้ำหนักจริงในอัตรากิโลกรัมต่อกิโลกรัมที่จ่ายให้ กทม. ประมาณ 5 บาท" นอกจากนี้ยังมีการขยายผลสู่พนักงานในเฟส 2 โดยให้พนักงานล้างจานและพนักงานทำความสะอาดนำขยะมาแลก “ข้าวสาร อาหารแห้ง ไข่ไก่ และน้ำมันพืช” และมีรางวัลใหญ่เป็น “ทองคำ” สำหรับผู้ที่สะสมแต้มการแยกขยะได้สูงสุด เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นว่าการผสานเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลเข้ากับมาตรการจูงใจที่จับต้องได้ สามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นสวัสดิการและลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขานรับนโยบายเมืองสีเขียวของกรุงเทพมหานครอย่างเต็มรูปแบบ