ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านพลังงานครั้งสำคัญ เมื่อความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากสถานการณ์สงครามสหรัฐและอิหร่าน ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งพลังงานของโลก ถูกปิดกั้นชั่วคราว กลายเป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงเตรียมจัดหา LNG จากแหล่งอื่นมาทดแทน พร้อมทั้งเตรียมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม การหันกลับมาใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหินมากขึ้นก็อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว สถานการณ์นี้จึงสะท้อนทั้งความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทยที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเป็นหลัก และความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ
ข้อจำกัด LNG และสถานการณ์ตลาดโลก
“ธารา บัวคำศรี” ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า ธรรมชาติของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ว่ามีความแตกต่างจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในรูปแบบปกติ เนื่องจากในกระบวนการขนส่งจะต้องแปรสภาพให้เป็นของเหลวก่อนนำขึ้นเรือ กระบวนการนี้มีข้อจำกัดด้านเวลาที่เข้มงวด โดยต้องส่งมอบภายในเวลาประมาณ 5 วัน ไม่สามารถกักเก็บเป็นสต็อกไว้ได้นานในเชิงธุรกิจเพราะจะส่งผลต่อผลกำไร
ในด้านอุปทานโลก แหล่งก๊าซใหญ่อย่างออสเตรเลียกำลังผลิตอย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งหากจะเร่งการผลิตเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไปในตลาดโลก ก็ทำได้ไม่ถึง 10% ของความต้องการ ขณะที่สหรัฐอเมริกาเริ่มเปลี่ยนทิศทางการส่งออก LNG มายังเอเชียมากขึ้นเพื่อทดแทนก๊าซจากรัสเซียที่ถูกตัดขาดจากยุโรป
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเดินเรือมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลแดงและคลองสุเอซ ทำให้เรือบางลำต้องอ้อมแหลมแอฟริกาแทน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและเวลาในการขนส่ง
สำหรับก๊าซจากรัสเซียซึ่งปกติจะส่งผ่านท่อเป็นหลักนั้น ปัจจุบันต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากสหภาพยุโรป ทำให้การส่งออก LNG จากรัสเซียต้องใช้วิธีที่เรียกว่า "เรือผี" หรือการแอบส่ง ซึ่งหากประเทศไทยเลือกที่จะซื้อก๊าซจากแหล่งที่มีจำกัดและมีความเสี่ยงเหล่านี้ ย่อมส่งผลให้ต้องแบกรับราคาที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาระค่าไฟ เมื่อประชาชนต้องสู้ราคากับตลาดโลก
“ธารา” ชี้ให้เห็นว่า เมื่อทางเลือกในตลาดโลกมีจำกัด ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลักจึงต้องยอม "สู้ราคา" เพื่อให้ได้เชื้อเพลิงมา ผลกระทบนี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคโดยตรงผ่านค่าไฟฟ้า
“จากสถิติเดิมที่ค่าไฟเคยพุ่งไปถึง 4.70 บาทต่อหน่วย และในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3 บาทกว่านั้น ในอนาคตมีโอกาสสูงที่จะปรับเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 2 บาทต่อหน่วย ภาระในครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง จากเดิมที่เคยจ่ายประมาณ 1,500-2,000 บาท อาจพุ่งสูงถึง 2,500-3,000 บาทต่อเดือน"
ทางออกชั่วคราว ที่บ่อนทำลายระยะยาว
เมื่อ กฟผ. มีแนวทางเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเต็มกำลังเพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิง “ธารา” มองว่า อาจช่วยพยุงสถานการณ์ได้เพียงชั่วคราวแต่ไม่มีนัยสำคัญมากนัก เนื่องจากสัดส่วนไฟฟ้าจากถ่านหินในประเทศไทยมีไม่ถึง 10% แม้จะรวมกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเอกชนอย่าง BLCP และ Glow ที่มาบตาพุด จ.ระยอง แล้วก็ตาม หัวใจสำคัญของค่าไฟฟ้าไทยยังคงผูกติดอยู่กับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ
นอกจากนี้ การหันกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มสูบยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเป้าหมาย Net Zero 2050 และแผน NDC 3.0 ของไทย การยืดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าถ่านหินออกไปอย่างไม่มีกำหนด แทนที่จะทยอยเลิกใช้ตามแผนเดิม จะทำให้ความน่าเชื่อถือของนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่ไทยเคยประกาศไว้ในระดับโลกลดลงในสายตานานาชาติ แม้รัฐบาลอาจอ้างเรื่องการเอาตัวรอดจากวิกฤติเฉพาะหน้า แต่ในท้ายที่สุดไทยจะพลาดเป้าหมายสำคัญนี้อย่างแน่นอน
ปลดล็อกและกระจายศูนย์พลังงาน
เพื่อสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นและรับมือกับความเสี่ยงจากสงครามหรือวิกฤตการณ์โลกได้ดีขึ้น “ธารา” เสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ 4 ประการ ดังนี้
- การปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน: รัฐต้องเปิดโอกาสให้มีการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ลม และก๊าซชีวภาพ ทั้งในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรม โดยต้องอนุญาตให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งได้โดยสะดวก
- ระบบ Net Billing: สนับสนุนให้ครัวเรือนเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาคืนเข้าระบบเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มีต้นทุนที่ต่ำและสามารถแข่งขันกับการใช้ก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การกระจายศูนย์พลังงาน: การวางแผนระบบไฟฟ้าให้มีการกระจายตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ จะช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ทำให้แต่ละพื้นที่ยังสามารถพึ่งพาตนเองได้
- การเชื่อมโยงกับภาคขนส่ง: ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแหล่งที่มาของไฟฟ้าให้เป็นพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคการขนส่งอย่างแท้จริง
ไฮโดรเจน และ แอมโมเนีย ต้นทุนสูง
สำหรับเทคโนโลยีใหม่อย่าง ไฮโดรเจน และ แอมโมเนีย “ธารา” มองว่า ยังเป็นเพียงโครงการนำร่องและมีต้นทุนในการนำมาผสมกับเชื้อเพลิงปกติที่สูงมาก การนำมาใช้ในทันทีจะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน ดังนั้นเทคโนโลยีเหล่านี้จึงยังไม่ใช่คำตอบในระยะสั้นหรือระยะกลางสำหรับประเทศไทย
ทางออกของวิกฤติพลังงานไทยไม่ใช่การกลับไปหาเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิม คือการกล้าที่จะ "ปลดล็อก" โครงสร้างเดิม ๆ เพื่อเปิดรับพลังงานสะอาดที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันวิกฤตราคาพลังงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน





