วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ช่องแคบฮอร์มุซปิด กระทบ LNG ไทย เสี่ยงค่าไฟพุ่ง เตรียมใช้ถ่านหินแม่เมาะพยุงระบบ

ช่องแคบฮอร์มุซปิด กระทบ LNG ไทย เสี่ยงค่าไฟพุ่ง เตรียมใช้ถ่านหินแม่เมาะพยุงระบบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านพลังงานครั้งสำคัญ เมื่อความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากสถานการณ์สงครามสหรัฐและอิหร่าน ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งพลังงานของโลก ถูกปิดกั้นชั่วคราว กลายเป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงเตรียมจัดหา LNG จากแหล่งอื่นมาทดแทน พร้อมทั้งเตรียมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม การหันกลับมาใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหินมากขึ้นก็อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว สถานการณ์นี้จึงสะท้อนทั้งความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทยที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเป็นหลัก และความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ

ช่องแคบฮอร์มุซปิด กระทบ LNG ไทย เสี่ยงค่าไฟพุ่ง เตรียมใช้ถ่านหินแม่เมาะพยุงระบบ

ข้อจำกัด LNG และสถานการณ์ตลาดโลก

“ธารา บัวคำศรี” ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า ธรรมชาติของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ว่ามีความแตกต่างจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในรูปแบบปกติ เนื่องจากในกระบวนการขนส่งจะต้องแปรสภาพให้เป็นของเหลวก่อนนำขึ้นเรือ กระบวนการนี้มีข้อจำกัดด้านเวลาที่เข้มงวด โดยต้องส่งมอบภายในเวลาประมาณ 5 วัน ไม่สามารถกักเก็บเป็นสต็อกไว้ได้นานในเชิงธุรกิจเพราะจะส่งผลต่อผลกำไร

ในด้านอุปทานโลก แหล่งก๊าซใหญ่อย่างออสเตรเลียกำลังผลิตอย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งหากจะเร่งการผลิตเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไปในตลาดโลก ก็ทำได้ไม่ถึง 10% ของความต้องการ ขณะที่สหรัฐอเมริกาเริ่มเปลี่ยนทิศทางการส่งออก LNG มายังเอเชียมากขึ้นเพื่อทดแทนก๊าซจากรัสเซียที่ถูกตัดขาดจากยุโรป

อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเดินเรือมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลแดงและคลองสุเอซ ทำให้เรือบางลำต้องอ้อมแหลมแอฟริกาแทน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและเวลาในการขนส่ง

สำหรับก๊าซจากรัสเซียซึ่งปกติจะส่งผ่านท่อเป็นหลักนั้น ปัจจุบันต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากสหภาพยุโรป ทำให้การส่งออก LNG จากรัสเซียต้องใช้วิธีที่เรียกว่า "เรือผี" หรือการแอบส่ง ซึ่งหากประเทศไทยเลือกที่จะซื้อก๊าซจากแหล่งที่มีจำกัดและมีความเสี่ยงเหล่านี้ ย่อมส่งผลให้ต้องแบกรับราคาที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาระค่าไฟ เมื่อประชาชนต้องสู้ราคากับตลาดโลก

“ธารา” ชี้ให้เห็นว่า เมื่อทางเลือกในตลาดโลกมีจำกัด ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลักจึงต้องยอม "สู้ราคา" เพื่อให้ได้เชื้อเพลิงมา ผลกระทบนี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคโดยตรงผ่านค่าไฟฟ้า

“จากสถิติเดิมที่ค่าไฟเคยพุ่งไปถึง 4.70 บาทต่อหน่วย และในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3 บาทกว่านั้น ในอนาคตมีโอกาสสูงที่จะปรับเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 2 บาทต่อหน่วย ภาระในครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง จากเดิมที่เคยจ่ายประมาณ 1,500-2,000 บาท อาจพุ่งสูงถึง 2,500-3,000 บาทต่อเดือน"

ทางออกชั่วคราว ที่บ่อนทำลายระยะยาว

เมื่อ กฟผ. มีแนวทางเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเต็มกำลังเพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิง “ธารา” มองว่า อาจช่วยพยุงสถานการณ์ได้เพียงชั่วคราวแต่ไม่มีนัยสำคัญมากนัก เนื่องจากสัดส่วนไฟฟ้าจากถ่านหินในประเทศไทยมีไม่ถึง 10% แม้จะรวมกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเอกชนอย่าง BLCP และ Glow ที่มาบตาพุด จ.ระยอง แล้วก็ตาม หัวใจสำคัญของค่าไฟฟ้าไทยยังคงผูกติดอยู่กับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ

นอกจากนี้ การหันกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มสูบยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเป้าหมาย Net Zero 2050 และแผน NDC 3.0 ของไทย การยืดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าถ่านหินออกไปอย่างไม่มีกำหนด แทนที่จะทยอยเลิกใช้ตามแผนเดิม จะทำให้ความน่าเชื่อถือของนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่ไทยเคยประกาศไว้ในระดับโลกลดลงในสายตานานาชาติ แม้รัฐบาลอาจอ้างเรื่องการเอาตัวรอดจากวิกฤติเฉพาะหน้า แต่ในท้ายที่สุดไทยจะพลาดเป้าหมายสำคัญนี้อย่างแน่นอน

ปลดล็อกและกระจายศูนย์พลังงาน

เพื่อสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นและรับมือกับความเสี่ยงจากสงครามหรือวิกฤตการณ์โลกได้ดีขึ้น “ธารา” เสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ 4 ประการ ดังนี้

  • การปลดล็อกพลังงานหมุนเวียน: รัฐต้องเปิดโอกาสให้มีการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ลม และก๊าซชีวภาพ ทั้งในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรม โดยต้องอนุญาตให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งได้โดยสะดวก
  • ระบบ Net Billing: สนับสนุนให้ครัวเรือนเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาคืนเข้าระบบเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มีต้นทุนที่ต่ำและสามารถแข่งขันกับการใช้ก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การกระจายศูนย์พลังงาน: การวางแผนระบบไฟฟ้าให้มีการกระจายตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ จะช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ทำให้แต่ละพื้นที่ยังสามารถพึ่งพาตนเองได้
  • การเชื่อมโยงกับภาคขนส่ง: ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแหล่งที่มาของไฟฟ้าให้เป็นพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคการขนส่งอย่างแท้จริง

ไฮโดรเจน และ แอมโมเนีย ต้นทุนสูง

สำหรับเทคโนโลยีใหม่อย่าง ไฮโดรเจน และ แอมโมเนีย “ธารา” มองว่า ยังเป็นเพียงโครงการนำร่องและมีต้นทุนในการนำมาผสมกับเชื้อเพลิงปกติที่สูงมาก การนำมาใช้ในทันทีจะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน ดังนั้นเทคโนโลยีเหล่านี้จึงยังไม่ใช่คำตอบในระยะสั้นหรือระยะกลางสำหรับประเทศไทย

ทางออกของวิกฤติพลังงานไทยไม่ใช่การกลับไปหาเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิม คือการกล้าที่จะ "ปลดล็อก" โครงสร้างเดิม ๆ เพื่อเปิดรับพลังงานสะอาดที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันวิกฤตราคาพลังงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน