วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

‘มาเลเซีย’ พบ ‘แร่หายาก’ ในป่าสงวน หวังใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขึ้นเป็นซัพพลายเชนโลก

‘มาเลเซีย’ พบ ‘แร่หายาก’ ในป่าสงวน หวังใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขึ้นเป็นซัพพลายเชนโลก

“มาเลเซีย” พบแหล่งแร่หายากปริมาณกว่า 16.2 ล้านเมตริกตัน ภายใต้พื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองเป็นป่าสงวนถาวรของมาเลเซีย ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจและอำนาจของประเทศ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย (NRES) ประกาศพบแร่แรร์เอิร์ธในรูปของดินเหนียวดูดซับอิออน (Ion-Adsorption Clays) ซึ่งกระจายตัวอยู่ใต้ชั้นดินในเขตพื้นที่ป่าครอบคลุมพื้นที่หลายรัฐในคาบสมุทรมลายู เช่น ตรังกานู กลันตัน เปรัก เกดะห์ และปะหัง

กรมแร่และธรณีวิทยามาเลเซีย (JMG) ดำเนินการสำรวจเบื้องต้นและยืนยันว่า มีปริมาณแร่สำรองมากพอที่จะทำให้มาเลเซียขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในแหล่งซัพพลายเชนหลักของโลก โดยแร่ที่พบเป็นประเภทไม่แผ่กัมมันตภาพรังสี ทำให้นักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลมองว่าเป็นทรัพยากรที่มีความปลอดภัยในการจัดการสูงกว่าแร่หายากประเภทอื่น แต่เนื่องจากแร่ซ่อนตัวอยู่ใต้ป่าสงวนถาวร ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขุดแร่มาใช้ประโยชน์และการรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว รัฐบาลมาเลเซียจำเป็นต้องหาจุดสมดุลโดยไม่ทำลายระบบนิเวศป่าไม้ที่สำคัญ

 

การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมไฮเทค

แผนการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแร่แห่งชาติปี 2021–2030 ประเมินว่าแหล่งแร่หายากเหล่านี้อาจมีมูลค่ารวมสูงถึง 160,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลตั้งเป้าว่าหากมาเลเซียสามารถสร้างระบบนิเวศแร่หายากแบบครบวงจรได้ จะสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 อุตสาหกรรมนี้ยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแร่หายาก ยังจะทำให้เกิดการจ้างงานที่มีทักษะสูงและมีรายได้สูงให้แก่ประชาชนได้กว่า 24,800 ตำแหน่ง ภายในปี 2030 งานเหล่านี้จะครอบคลุมตั้งแต่งานในเหมืองแร่ไปจนถึงวิศวกรและนักเคมีในโรงงานแปรรูปขั้นสูง การพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศยังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีของชาติ

มาเลเซียตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในการผลิตแร่หายากของโลกจาก 4% เป็น 9% ภายในปี 2030 สิ่งนี้จะทำให้มาเลเซียกลายเป็นผู้จัดหาทางเลือกสำคัญและเป็นแหล่งสำรองสุดท้ายสำหรับมหาอำนาจโลกที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานเดิม แหล่งข้อมูลระบุว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2050 อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 37,121 ล้านดอลลาร์

พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบบูรณาการแนวดิ่งภายใต้แนวคิด “จากเหมืองสู่แม่เหล็ก” (Mine to Magnet) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดภายในประเทศ หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการเปลี่ยนจากผู้ส่งออกวัตถุดิบมาเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น แม่เหล็กกำลังสูง สำหรับมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า และกังหันลมผลิตไฟฟ้า 

รัฐบาลได้ประกาศห้ามส่งออกแร่หายากในรูปแบบวัตถุดิบดิบ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2024 เป็นต้นไป ซึ่งออกแบบมาบีบให้บริษัทเอกชนต้องลงทุนสร้างโรงงานแยกและแปรรูปแร่ภายในมาเลเซียเอง รัฐบาลออกจากภาคส่วนที่มีมูลค่าต่ำสุดของห่วงโซ่อุปทาน และมุ่งเน้นการสร้างรายได้จากการแยกแร่และการผลิตโลหะผสม ตอนนี้มาเลเซียมีโรงงาน Lynas Rare Earths ซึ่งเป็นโรงงานแยกแร่หายากนอกประเทศจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้มาเลเซียได้เปรียบในระดับกลางน้ำ

นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีแผนที่จะสร้างสวนเทคโนโลยีแร่หายากมาเลเซีย (MRTP) เพื่อรวบรวมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำไว้ด้วยกัน โครงการนี้จะรวมถึงโรงงานแยกแร่ โรงหลอมโลหะ และโรงงานผลิตแม่เหล็ก เพื่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานที่ไร้รอยต่อ เป้าหมายสูงสุดคือการเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคในการผลิตผลิตภัณฑ์จากแร่หายากที่พร้อมส่งต่อให้ผู้ใช้ปลายทางในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานสะอาด

 

ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม

แม้จะมีโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ในปี 1982 ประชาชนประมาณ 11,000 คนในปาปันและบูกิตเมระฮ์ได้รับผลกระทบจากกากกัมมันตรังสีจากอิตเทรียมและทอเรียม ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร มีรายงานผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอย่างน้อย 8 ราย และเด็กที่เกิดมาพิการแต่กำเนิด

เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย มาเลเซียได้นำเทคโนโลยีการทำเหมืองละลายแร่ (In-situ leaching - ISL) ซึ่งเป็นการฉีดสารละลายลงใต้ดินเพื่อดึงแร่ขึ้นมาโดยไม่ต้องเปิดหน้าดินเป็นวงกว้าง มาใช้ในโครงการนำร่องที่รัฐเปรัก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มชุมชนท้องถิ่นและชาวพื้นเมืองแสดงความกังวลอย่างมากว่าจะสูญเสียแหล่งน้ำสะอาดไปจากการปนเปื้อนของสารเคมีและแร่ธาตุจากการทำเหมือง นอกจากนี้ พื้นที่ทำเหมืองหลายแห่งยังอยู่ในเขตอ่อนไหวทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวป่าสำคัญที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่างเสือและช้าง

ภาคประชาสังคมเรียกร้องความโปร่งใสในการตรวจสอบความปลอดภัยและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดินของชาวบ้านเพื่อทำเหมือง รวมถึงความคุ้มค่าจากการการตัดไม้ทำลายป่าอีกด้วย

นิค นาซมี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (NRES) ระบุว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ภายใต้มาตรฐาน ESG เขาย้ำว่าการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์สุขของคนทุกรุ่น กระทรวงฯ มุ่งหวังให้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับผลิตภัณฑ์จากแร่หายากที่ผลิตด้วยความรับผิดชอบ

ทางด้านสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย (ASM) ซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ได้เสนอรูปแบบธุรกิจที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของมาเลเซียคือจุดแข็งที่สำคัญที่สุด โดยการรักษาความสัมพันธ์ที่สมดุลกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ยุโรป และจีน จะทำให้มาเลเซียจะสามารถดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีจากหลากหลายแหล่งเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันแก่ทุกฝ่าย

มาเลเซียกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลและความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณแร่ที่อยู่ใต้ดิน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการนโยบายที่โปร่งใสและเทคโนโลยีที่ปลอดภัย หากทำได้สำเร็จ มาเลเซียจะไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตแร่เท่านั้น แต่จะเป็นผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดของโลกอนาคต


ที่มา: EarthNRESThe Asean Frontier