วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม 2569

Login
Login

DNA ล่าฝุ่น 'ชัชชาติ' เปิดสูตรแก้ PM 2.5 กางสถิติปังปีนี้ฝุ่นลดฮวบเกือบ 50%

DNA ล่าฝุ่น 'ชัชชาติ' เปิดสูตรแก้ PM 2.5  กางสถิติปังปีนี้ฝุ่นลดฮวบเกือบ 50%

ลึกกลยุทธ์ปราบ "ฝุ่น PM 2.5" ที่ไม่ใช่แค่การรณรงค์ แต่คือการใช้ฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ตั้งแต่การส่งฝุ่นตรวจ DNA ไปจนถึงการใช้ AI สแกนรถควันดำกลางถนน เผยสถิติสุดทึ่งปีนี้ฝุ่นลดลงกว่า 50% พร้อมกางแผนดึงประชาชนเป็นแนวร่วม "เปลี่ยนเมือง" ผ่านแอปฯ และพื้นที่สีเขียวที่กรองฝุ่นได้จริง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในงาน Climate Care Talk: รู้ทันมาตรการจัดการขยะ "โครงการไม่เทรวม" ของกรุงเทพมหานคร ว่า  "หากนโยบายใดยังไม่ทำให้คุณนอนไม่หลับตอนกลางคืน แสดงว่าเป้าหมายนั้นยังไม่ท้าทายพอ" ซึ่งปัญหาที่กัดกินใจและทำให้ต้องลุกมามอนิเตอร์สถานการณ์ตอนตี 2 อยู่บ่อยครั้ง คือเรื่องน้ำท่วม ขยะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ "ฝุ่น PM 2.5" เนื่องจากมันเป็นตัวตัดสินอนาคตของเมือง หากคุณภาพอากาศแย่ เมืองก็จะไม่สามารถดึงดูดคนเก่งๆ หรือการลงทุนได้ และที่สำคัญคือ

คนกรุงต้องล้มป่วยจากมลพิษนี้สูงถึง 300,000 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท ชัชชาติ กล่าว

ตรวจ DNA ฝุ่นเพื่อหา "จำเลยสังคม" ที่แท้จริง 

ความโดดเด่นของแผนปฏิบัติการปีนี้คือการไม่ "เดา" สาเหตุ แต่ใช้การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ กทม. ได้นำตัวอย่างฝุ่นไปส่งห้องแล็บเพื่อ "วิเคราะห์ DNA" จนพบหลักฐานสำคัญ ในวันที่ค่าฝุ่นสูง (แถบสีแดง) ผลตรวจพบสาร "โพแทสเซียม" ในปริมาณมาก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าฝุ่นไม่ได้มาจากรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่มาจากการเผาชีวมวลหรือฟางข้าว ขณะที่ในวันฝุ่นต่ำจะพบสารไนเตรตจากรถยนต์เป็นหลัก ข้อมูลนี้ทำให้ กทม. รุกไปแก้ปัญหาได้ถูกจุด โดยการลงพื้นที่คุยกับเกษตรกรในกรุงเทพฯ ที่มีพื้นที่นากว่า 100,000 ไร่ และประสานงานกับจังหวัดข้างเคียง

นวัตกรรม "บัญชีสีเขียว" และการใช้ AI สยบรถควันดำ กทม. ได้ยกระดับการควบคุมมลพิษด้วยการประกาศให้กรุงเทพฯ เป็น "เขตควบคุมมลพิษ" ในช่วงหน้าฝุ่น, และนำระบบ "บัญชีสีเขียว" (Green List) มาใช้เป็นครั้งแรก โดยใช้กล้อง CCTV ร่วมกับ AI ในการตรวจจับรถบรรทุก หากรถคันใดมีการบำรุงรักษาดีหรือเป็นรถ EV จะสามารถวิ่งเข้าเมืองได้โดยไม่ถูกจำกัด นอกจากนี้ ยังมีการร่วมมือกับประเทศจีนติดตั้ง "Superstation" เพื่อวัดค่าฝุ่นแบบ Real-time ทำให้รู้ทันทีว่านาทีนี้ฝุ่นที่เข้าเมืองมาจากแหล่งใด

สถิติที่น่าจับตา

เมื่อแผนปฏิบัติการเริ่มสัมฤทธิ์ผล จากการดำเนินงานอย่างเข้มข้น ส่งผลให้สถิติฝุ่นในปีนี้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแบ่งได้ดังนี้ 

  1. จำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน (สีส้ม-แดง) ลดลงถึง 45-50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
  2. ค่าเฉลี่ยฝุ่นรายวันโดยรวมลดลงประมาณ 22%
  3. จุดเผาในพื้นที่กรุงเทพฯ ลดลง 44% และในจังหวัดใกล้เคียงอย่างนคนายกลดลง 25% จากการที่ กทม. สนับสนุนเครื่องอัดฟางให้เกษตรกรใช้ฟรี เพื่อเปลี่ยนฟางข้าวเป็นรายได้แทนการเผา

พลัง "สปริง 4 เกลียว"

การมีส่วนร่วมที่มากกว่าแค่คำสั่ง ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เน้นย้ำว่า กทม. ทำงานคนเดียวไม่สำเร็จ แต่ต้องใช้โมเดลความร่วมมือเหมือน "สปริงที่เข้มแข็ง" ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐ (กทม.), ภาควิชาการ (มหาวิทยาลัย), ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็น

  • Traffy Fondue: ประชาชนแจ้งเหตุผ่านแอปฯ ไปแล้วกว่า 1 ล้านเรื่อง และได้รับการแก้ไขจนระบบราชการเกิดการปฏิรูป
  • พื้นที่สีเขียว: โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น (ปลูกไปแล้ว 2.4 ล้านต้น) ซึ่งพบว่าในพื้นที่สวนมีค่าฝุ่น น้อยกว่านอกสวนถึง 30% ต้นไม้จึงทำหน้าที่เป็น "เครื่องกรองฝุ่นธรรมชาติ" ที่มีประสิทธิภาพ
  • Work From Home: เครือข่ายกว่า 300 บริษัท ร่วมมือกันทำงานที่บ้านในช่วงฝุ่นวิกฤติ ช่วยลดการจราจรบนถนนได้ถึง 8.5%

แม้สถานการณ์ฝุ่นจะดีขึ้น แต่ความท้าทายถัดไปคือ "งบประมาณจัดการขยะ" ที่ กทม. ต้องแบกรับภาระสูงถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่เก็บรายได้คืนมาได้เพียง 600 ล้านบาท

การขอให้ทุกคนร่วมเป็น "เจ้าของปัญหาร่วมกัน" ทั้งการแยกขยะและการดูแลเครื่องยนต์ เพราะสุดท้ายแล้วเมืองที่น่าอยู่ไม่ได้สร้างได้ด้วยคนคนเดียว แต่เกิดจากแรงเหวี่ยงของสปริงทุกตัวที่ร่วมมือกัน