ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายท่านได้เห็นปรากฎการณ์รถจำนวนมากต่อแถวยาวสุดสายตา รอเข้าสถานีบริการน้ำมัน หลายแห่งทั่วประเทศเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่โซเชียลมีเดียต่างๆ รายงานข่าวการโจมตีตะวันออกกลางที่ทวีคูณความรุนแรง แสดงให้เห็นว่าคนไทยตระหนักว่าสงครามโพ้นทะเลอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องมาสู่สิ่งใกล้ตัว นั่นคือราคาน้ำมัน
แม้ปรากฎการณ์นี้อาจเกิดขึ้นเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ตามฉากทัศน์ของบริษัทวิจัยพลังงานระดับโลก คือ Rystad Energy ระบุว่า
หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อไม่เกิน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent มีโอกาสขึ้นไปแตะเหนือ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากนั้นจะค่อยๆ ลดลง หากสงครามลากยาวถึง 4 เดือน ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 135 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะเริ่มปรับตัวลงในช่วงปลายปี
ไม่ว่าเหตุการณ์จริงจะพัฒนาไปอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้สะท้อนถึงสภาวะที่ “ความมั่นคงทางพลังงาน” เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอีกครั้งหนึ่ง เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นสัดส่วนกว่า 76 % ในการผลิตไฟฟ้า ทั้งจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน อย่างไรก็ตาม แม้การใช้พลังงานหมุนเวียนยังค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับฟอสซิล แต่สัดส่วนนี้กำลังเพิ่มขึ้น อีกทั้งอาจเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าเดิมหลังสงครามตะวันออกกลางในครั้งนี้
เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เราได้รับข่าวดีสำหรับใครที่สนใจติดตั้งโซล่าเซลล์แต่ยังลังเลเรื่องต้นทุน มีการออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งโซล่าเซลล์สำหรับบุคคลธรรมดา บริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคคลในบางกรณี โดยในส่วนของมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย มีเงื่อนไขหลักในการรับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ดังนี้
- บุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของบ้านและมีชื่อตรงกับเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า (ประเภท 1)
- ค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดไม่เกิน 10 kWp ที่ติดตั้งบนหลังคา ดาดฟ้า (On-Grid) หรือส่วนหนึ่งส่วนใดบนอาคารซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือใช้สอยได้
- ชำระให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องได้รับใบกำกับภาษีที่ได้จัดทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)
- นำค่าใช้จ่ายข้างต้นไปลดหย่อนภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกิน 200,000 บาทสำหรับปีภาษีที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสำเร็จ ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2571 เท่านั้น
- สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เพียง 1 ครั้งต่อ 1 ระบบต่อ 1 มิเตอร์
- หากเลือกใช้สิทธิลดหย่อนจากค่าใช้จ่ายตามมาตรการนี้แล้ว จะไม่สามารถนำไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามกฎหมายฉบับอื่นได้อีก
นอกจากนี้ยังมีการขยายสิทธิไปยังกลุ่มผู้มีเงินได้และบริษัทนิติบุคคล ในมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวน 50% ของรายจ่ายที่ลงทุนไปจริง โดยเงื่อนไขสำคัญคือ
เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ประหยัดพลังงานเหล่านั้นต้องได้รับการรับรองฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานระดับ 5 ดาว จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเท่านั้น
เครื่องจักรต้องอยู่ในราชอาณาจักรและไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน อีกทั้งต้องได้มาและพร้อมใช้งานภายใน 31 ธ.ค. 2571
ทั้งนี้ กรมสรรพากรคาดว่า 2 มาตรการนี้จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าของประเทศได้ประมาณ 25,585 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 11.28 ล้านตัน ผลักดันการใช้พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือน ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนด้านพลังงานในประเทศไทย
ณ วันนี้ แม้สงครามจะเป็นสถานการณ์ที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เราหันมาทบทวนความพร้อมของประเทศ เปรียบได้กับ “Stress Test” ในสนามจริง หรือการทดสอบความทนทานต่อความเสี่ยงด้านพลังงาน เพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ในการรับมือกับสถานการณ์สงครามจากต่างประเทศได้ดีขึ้นครับ





